Saturday, March 12, 2016

การปาฐกถาครั้งสุดท้ายของทนายสมชาย นีละไพจิตร



 การปาฐกถาครั้งสุดท้ายของทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 (เพียง 2 สัปดาห์ก่อน

ถูกบังคับสูญหาย)



ที่มา - Where is Somchai Neelapaijit? Facebook




ร่วมลงชื่อรื้อฟื้นคดีสมชาย‬

เราร่วมกันช่วยให้คนดีๆ ที่ช่วยเหลือสังคมมีที่ยืนและมีความปลอดภัยในสังคมไทยค่ะ



วันนี้เป็นวันครบรอบ 12 ปีของการหายตัวไป ของทนายสมชาย นีละไพจิตร

วันนี้เป็นวันครบรอบ 12 ปีของการหายตัวไป

ของทนายสมชาย นีละไพจิตร





*****คัดลอกมาจากเฟสบุ๊กส์คุณอังคณา นีละไพจิตร*****

-------------

‪#‎ดิฉันขอชื่นชมรัฐบาลไทย‬ ที่ได้ลงนามอนุสัญญาการบังคับสูญหาย

ของสหประชาชาติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 รวมถึงการดำเนินการ

เพื่อให้มีกฎหมายเพื่อยุติการทรมาน และการบังคับสูญหายใน

ประเทศไทย และขอขอบคุณที่รัฐบาลให้การเยียวยาครอบครัว

สมชาย นีละไพจิตร และครอบครัวผู้สูญหายใน จชต.




ความเคารพต่อสถาบันตุลาการ‬ การแสดงความเห็นของดิฉันเป็นการ

แสดงความเห็นในฐานะครอบครัวเหยื่อ ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่งที่

เฝ้าสังเกตการณ์คดีสมชาย ตั้งแต่วันแรกที่สมชายถูกทำให้สูญหาย 

จนถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา และถึงวันนี้ วันครบรอบ 12 ปีที่

สมชาย นีละไพจิตรยังคงเป็นผู้สูญหาย โดยปราศจากความรับผิด

ชอบจากรัฐ



#การแสดงความคิดเห็นของดิฉันไม่มีเจตนาใดที่จะดูหมิ่น

กระบวนการยุติธรรมดิฉันไม่มีเจตนาใดที่จะก้าวล่วงต่อความเป็นอิสระ

ของอำนาจตุลาการ แต่ดิฉันมีเจตนาแน่วแน่ ในการก่อให้เกิดการ

เรียนรู้ของผู้คนในสังคม ของนักเรียนกฎหมาย ครูสอนกฎหมาย และ

บุคลากรต่างๆในกระบวนการยุติธรรม ในอันที่ทบทวนปัญหาข้อ

บกพร่องของข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง

ความยุติธรรมของเหยื่อ ความล้มเหลวในการหาตัวผู้สูญหาย และ

การนำคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ดิฉันเชื่อด้วยหัวใจ

บริสุทธิ์ว่าการวิเคราะห์นี้จะเป็นคุณูปการสำคัญในการพัฒนา

กฎหมาย และเพื่อสร้างความเป็นนิติรัฐให้เกิดขึ้นจริงแม้หลายท่านจะ

ชื่นชมว่าดิฉันเข้มแข็ง และกล้าหาญ แต่ดิฉันรับรู้ได้ดีถึงความทุกข์

ทรมานจากการสูญเสีย การมีชีวิตอยู่กับความคลุมเครือ และการถูก


ปีของการสู้คดีอย่างเปิดเผยในศาล ดิฉันเชื่อว่าคดีสมชายได้สร้าง

คุณูปการที่ยิ่งใหญ่แก่สังคมไทย แก่กระบวนการยุติธรรมไทย อย่างที่

ดิฉันเน้นย้ำว่าสิ่งที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดไม่มีเจตนาในการกล่าวหาใคร 

หรือหน่วยงานใด หากแต่ดิฉันเชื่อว่าการพุดความจริง การยอมรับ

ความจริง ซึ่งแม้จะเป็นความล้มเหลว เป็นความบกพร่อง แต่มันจะ

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างความตระหนักให้เกิด

ความพยายามในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และยุติวัฒนธรรมการงด

เว้นโทษในสังคมไทยต่อไป



วันนี้ 12 ปีของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ในฐานะเหยื่อและพยาน

ของการบังคับสูญหายในประเทศไทย ดิฉันยืนยันได้ว่า กรณีการ



วีดีโอ - TNN 24

Friday, March 11, 2016

2 วีดีโอในคลิปเดียว: กว่า 15 ปีผ่านไปรัฐอิสราเอลยังคงมุ่งเป้าสังหารเด็กๆชาวปาเลสไตน์

2 วีดีโอในคลิปเดียว: กว่า 15 ปีผ่านไปรัฐ

อิสราเอลยังคงมุ่งเป้าสังหารเด็กๆชาว

ปาเลสไตน์




มีผู้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ นำ 2 เหตุการณ์มารวมกันเป็นคลิปเดียว 

เพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งเวลาจะผ่านไปเกือบ 16 ปีแล้วก็ตาม 

รัฐอิสราเอลยังคงมุ่งเป้าสังหารเด็กๆ ชาวปาเลสไตน์อย่างเหี้ยมโหด

เลือดเย็น



คลิปวีดีโอทางด้านซ้ายเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้ (ปี 2016) 

ในเขตเวสแบงก์ ที่กองกำลังอิสราเอลยังคงพุ่งเป้ายิงเด็กชายตัวน้อย

ที่ล้มบาดเจ็บอยู่แล้ว จนทำให้ชายชาวปาเลสไตน์เสี่ยงกระสุนปืน รีบ

วิ่งเข้ามาลากเด็กคนนี้ให้ออกจากบริเวณที่อันตรายกับชีวิตเด็ก



ส่วนคลิปวีดีโอทางด้านขวา เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สุดเศร้าของชีวิต

ชาวปาเลสไตน์ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา (เดือนกันยายน 2000) 

โดยชาวปาเลสไตน์ลุกฮือขึ้นมาประท้วงครั้งใหญ่ (อินติฟาดะฮฺ ครั้งที่ 

2) ทั่วปาเลสไตน์ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ฉนวนกาซ่าที่พ่อลูกคนนี้

กำลังพยายามหลบลูกกระสุนที่กองทัพอิสราเอลกราดยิงผู้ประท้วง

อยู่ และทหารอิสราเอลตั้งใจระดมยิงใส่พ่อลูกคู่นี้อย่างโหดเหี้ยม.... 

แม้กระทั่งผู้เป็นพ่อจะโบกมือให้หยุดยิงแล้วก็ตาม แต่ทหารอิสราเอล

ยังสาดปืนกระหน่ำใส่พ่อลูกคู่นี้ จนทำให้ทั้งพ่อและลูกอยู่ในสภาพแน่

นิ่ง ปรากฏว่าลูกชาย ด.ช. Mohammed al-Durrah วัย 12 ปีเสียชีวิต

ลง แต่พ่อเด็กยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้หลังจากเข้ารักษาตัวที่โรง

พยาบาลในประเทศจอร์แดน



ตอนนั้นรัฐบาลอิสราเอลได้ออกมาขอโทษพ่อของเด็ก นาย Jamal 

al-Durrah กับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเขา และอ้างว่ามัน

เป็น “หมอกแห่งสงคราม” (Fog of war) ที่เหตุการณ์มันชุลมุนวุ่นวาย 

จึงไม่รู้ว่าใครเป็นใครกันบ้าง แต่ถ้าตั้งใจดูคลิปนี้ให้ดีจริง เราจะเห็นว่า

กองกำลังอิสราเอลตั้งใจยิงพ่อลูกคู่นี้จริงๆ



หลังจากนั้นไม่นานทางรัฐอิสราเอลได้ส่งคนมาทุบบริเวณนั้นทิ้ง

ทั้งหมด เพื่อเป็นการทำลายหลักฐานที่ทหารของตนได้ลงมือสังหาร

เด็กชายปาเลสไตน์อย่างเลือดเย็น ที่กระทำการสังหารเด็กโหดเหี้ยม

เกินขอบเขตของความเป็นมนุษย์


ข้อมูลอ้างอิง -
The fog of war: remembering Muhammad al-Durrah

Monday, March 7, 2016

ทหารอิสราเอลยิงใส่เด็กน้อยชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์


คลิปวีดีโอที่ฉายให้เห็นเด็กตัวน้อยชาวปาเลสไตน์ที่ใส่หน้ากากสีดำ  โดยกำลังล้มอยู่ คาดว่าถูกยิงโดยกองกำลังอิสราเอลขณะกำลังวิ่งหนี และพยายามคลานหนีกระสุนปืนจากกองกำลังอิสราเอล

จากนั้นก็มีชายชาวปาเลสไตน์ผู้กล้าหาญคนหนึ่งเสี่ยงถูกกระสุนปืนลากเด็กเข้ามาบริเวณผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์และนักข่าวที่รวมตัวกันอยู่  แล้วมีชายชาวปาเลสไตน์อีกสองคนรีบวิ่งเข้ามาช่วยต่อ โดยต่างช่วยกันแบกเด็กที่บาดเจ็บขึ้นรถพยาบาลที่กำลังวิ่งเข้ามารับตัวเด็กชายตัวน้อยผู้นี้ไปเพื่อรักษาบาดแผล

ในคลิปนี้ระบุแค่ว่าเป็นการประท้วงในเขตเวสแบงก์ แต่ในมิได้ระบุสถานที่ที่แน่นอน และไม่ได้ระบุวันที่เอาไว้
สาเหตุเด็กที่ใส่หน้ากาก คาดว่าเป็นการอำพรางตัวเอง เพราะรัฐบาลอิสราเอลได้จับตัวเด็กๆ ชาวปาเลสไตน์เข้าคุกอิสราเอลไปแล้วจำนวน 133 คน ตั้งแต่การลุกฮือขึ้นมาประท้วงอย่างหนักหน่วงของชาวปาเลสไตน์ครั้งใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีที่แล้ว ซึ่งเด็กเหล่านั้นที่ถูกจับกุมมาจากเขตที่อิสราเอลเข้ายึดครองเวสแบงก์ เยรูซาเล็มตะวันออก และในอิสราเอล
ที่มา –

คลิปวีดีโอ – Images from Palestine

Friday, March 4, 2016



ชายผิวสีคนหนึ่งถูกไล่ลงจากเครื่องบิน ถูกเข้าใจผิดว่าเขาเป็นมุสลิมและเป็นผู้ก่อการร้าย  หลังจากผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ แอบเหลือบไปอ่านเจอคำว่า “สวดมนต์อธิษฐาน” บนหน้าจอมือถือของเขา


4 มีนาคม 2016

อังกฤษ – นายเลาลู้ โอเพบียี้ (Laolu Opebiyi) นักวิเคราะห์ธุรกิจ 

(Business Analyst) ชายผิวสีชาวคริสเตียนวัย 40 ปี ที่เกิดใน

ประเทศซูดาน แต่ปัจจุบันอาศัยและทำงานอยู่ในลอนดอน ซึ่งเขาได้

ถูกไล่ลงจากเครื่องบินของสายการบิน easyJet ในเที่ยวบินเช้าเวลา 

6.45 น. ลอนดอน-อัมสเตอร์ดัม ของวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 

2016 ที่สนามบินลูตัน (Luton) ในกรุงลอนดอน เพราะถูกเข้าใจผิดว่า

เขาเป็นมุสลิมและเป็นผู้ก่อการร้าย



ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ ได้แอบเหลือบไปอ่านชื่อกลุ่ม “สวดมนต์

อธิษฐาน” ในโปรแกรมวอทส์แอพ (WhatsApp) จากมือถือของนาย

โอเพบียี้ โดยผู้โดยสารคนนั้นได้ถามเขาว่า “กลุ่มสวดมนต์อธิษฐานที่

เห็นบนมือถือ หมายความว่าอะไร?” โดยเขาได้อธิบายให้ผู้โดยสาร

คนนั้นฟังว่า เขาได้มีการนัดกับเพื่อนๆ ในกลุ่มร่วมสวดมนต์อธิษฐาน

ผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์กัน



2 นาทีต่อมา ผู้โดยสารผู้นั้นได้เดินไปบริเวณส่วนหน้าของเครื่องบิน 

และเริ่มพูดคุยกับพนักงานต้อนรับ พนักงานต้อนรับได้นำชายผู้นั้นไป

ที่ประตูห้องนักบิน และได้กลับมาที่นั่ง 15 นาทีต่อมา โดยเขาบอกโอ

เพบียี้ ว่า เขาต้องลงจากเครื่องบินกระทันหันเพราะรู้สึกไม่สบายขึ้น

มากระทันหัน



จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายได้ขึ้นมาบนเครื่องบินภายในไม่กี่นาที

ต่อมา โดยตำรวจได้ขอดูมือถือและบอกให้เขานำกระเป๋าสัมภาระลง

จากเครื่องบิน แล้วถูกนำตัวไปอาคารผู้โดยสารเพื่อนสอบสวนนายโอ

เพบียี้ ต่อไป

 

นายโอเพบียี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี๊ยน the 

Guardian ว่า “ชายคนนั้นไม่รู้จักผมด้วยซ้ำไป และภายในเวลาเพียง

แค่ 2 นาทีเขาก็ตัดสินผมในทันที แม้กระทั่งถ้าเกิดผมเป็นมุสลิม มันก็

ไม่ยุติธรรมในสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติตัวกับผมเช่นนี้


ตำรวจนายหนึ่งได้ยืนยันถึงการที่เขาถูกนำตัวมาสอบสวนเพราะสิ่งที่

เกิดขึ้นกับผู้โดยสารชายคนที่นั่งใกล้ๆ เขา นายโอเพบียี้ ได้อธิบายให้

ตำรวจฟังว่า เขาเป็นคนคริสเตียนและได้โชว์คัมภีร์ไบเบิลที่พกมาใน

กระเป๋าด้วย ตำรวจถามผมว่า “ผมไปโบสถ์ที่ไหนและผมไปโบสถ์ที่

นั้นนานแค่ไหนแล้ว?” “ตำรวจยังถามผมอีกว่า “ผมเคยมีความคิดที่จะ

เปลี่ยนศาสนาหรือไม่?” ซึ่งผมก็ตอบไปว่า “ไม่”



ตำรวจยังได้ถามเขาถึงชื่อกลุ่มสวดมนต์ที่ใช้ชื่อ “ISI men” ใน

วอทส์แอพ นายโอเพบียี้ ได้อธิบายว่า “ISI” นั้นเป็นตัวย่อของ “iron 

sharpens iron” ที่เขาได้ยกคำมาจากในบทความหนึ่งของคัมภีร์

ไบเบิล “เหล็กลับเหล็กให้แหลมคมได้ ซึ่งคนๆ หนึ่งก็สามารถลับ

สมองเพื่อนอีกคนหนึ่งให้หลักแหลมขึ้นมาได้ฉันนั้น”



สำนักข่าวเดอะการ์เดี๊ยนเข้าใจว่า ชายผู้โดยสารที่รายงานกับ

พนักงานต้อนรับ ได้แอบเหลือบไปอ่านแบบผิดๆ ชื่อกลุ่มในวอทส์แอ

พจากชื่อกลุ่ม “ISI men” อ่านผิดเป็นชื่อกลุ่มไอสิส “ISIS”


ตำรวจได้พอใจในผลการสอบสวนจึงปล่อยตัวเขาไป แต่ปรากฏว่า

กัปตันเครื่องบินกลับไม่อนุญาตให้เขานั่งเครื่องบินลำเดิมอีกต่อไป 

ทางสายการบินจึงได้จัดให้เขานั่งเที่ยวบินต่อไป (เวลา 10.25 น.) 

เขาต้องทนกับความอัปยศอดสูต่อไปอีก เมื่อตำรวจนายหนึ่งเดินร่วม

มากับเขาที่โต๊ะของสายการบิน easyJet เพื่ออำนวยความสะดวกให้

กับนายโอเพบียี้ ในการขึ้นเครื่องเที่ยวบินต่อไป และผู้โดยสาร

จำนวน 7 คนที่เคยนั่งเครื่องบินลำเดียวกันจากเที่ยวบิน 6.45 น. ขอ

ยกเลิกการเดินทางเที่ยวบินนั้น เพราะหวาดวิตกถึงอันตราย ได้ร่วมยืน

ต่อแถวในสายการบินเที่ยวใหม่รวมกันเขาด้วยเช่นกัน



นาย Opebiyi เล่าว่าหนึ่งในผู้โดยสารเห็นเขาอีก และนางก็พูดออก

มาดังๆ ว่า “ถ้าชายคนนี้นั่งเครื่องบินลำเดียวกันอีก นางจะไม่ยอมนั่ง

เครื่องบินลำเดียวด้วย” เขาเล่าว่าตำรวจได้เข้าไปอธิบายถึงความเป็น

จริงกับสตรีผู้โดยสารผู้นี้ และก่อนที่นายโอเพบียี้ จะขึ้นเครื่องบินไป 

ตำรวจนายนั้นได้ยื่นขอจับมือกับเขา และแสดงความเสียใจถึง

เหตุการณ์แย่ๆ ที่เขาต้องประสบ



นายโอเพบียี้ ยังรู้สึกวิตกกังวลอีกว่า ชื่อของเขาได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มที่

เฝ้าระวังในการก่อการร้าย (Terroirst Watchlist) เนื่องจากเมื่อเขา

กลับจากการเดินทางของการทำงานในวันต่อมา ประตูที่เปิดอัตโนมัติ

เวลาผู้โดยสารนำพาสปอร์ตยื่นเข้าเครื่อง ไม่อนุญาตให้เข้าเดินผ่าน 

และเขาจำเป็นต้องพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคนเข้าเมืองก่อนที่จะ

อนุญาตให้กลับเข้าประเทศได้



“คนบางคนมีความรู้สึกว่าผมเป็นผู้ก่อการร้ายเพราะเขาเหลือบเห็นชื่อ

กลุ่ม “สวดมนต์อธิษฐาน” บนหน้าจอมือถือของผม และตอนนี้ผมเริ่ม

รู้สึกไม่แน่นอนกับเสรีภาพในการเข้าออกประเทศอังกฤษได้อย่างเสรี

อีกต่อไป” นาย โอเพบียี้กล่าวในตอนท้าย


ที่มาและรูปภาพ – 
1. Man removed from UK flight over 'prayer' message on phone
http://www.theguardian.com/…/man-removed-easyjet-flight-lut…
2. British man removed from easyJet flight 'after fellow passenger read prayer message on his phone'
http://www.standard.co.uk/…/british-man-removed-from-easyje…


“ปทท.ไทย อีก 3 เดือนเราเจอกัน” ทหารยิวโพสต์ในอินสตาแกรม

  ทหารอิสราเอลโพสต์รูปเซลฟี่ในอินสตาแกรม ที่ถ่ายหน้าบ้านของเศรษฐีในกาซ่าที่พวกมันจุดไฟเผา ในพื้นที่มูซาเบะฮ์ ตอนเหนือของราฟะฮ์ พร้อมแคปชั่น ...