Showing posts with label เด็กโรฮิงญา. Show all posts
Showing posts with label เด็กโรฮิงญา. Show all posts

Saturday, December 23, 2017

ตีแผ่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านตูลาโตลี้

ตีแผ่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านตูลาโตลี้ - เรื่องราวของชาวโรฮิงญาที่ถูกรุมข่มขืน เด็กๆ ถูกจับเผาทั้งเป็น และการสังหารชาวโรฮิงญา


“พวกเขา (ทหาร) ฆ่า แล้วก็ฆ่า และจับศพวางทับซ้อน ๆ กันลงไปจนสูง เหมือนกับการตัดไม้ไผ่”  
นางมุมตัสซ์ หญิงชาวโรฮิงญาจากหมู่บ้านตูลาโตลี้ในทางตะวันตกของพม่า เล่าเรื่องโศกนาฏกรรมที่นางประสบกับตัวเอง

นางมุมตัสซ์และลูกที่ช่วยเธอรอดชีวิตจากการถูกเผาทั้งเป็น

“ในกองนั้นมีทั้งคอ ศีรษะ ขาของใครบางคน ฉันออกมาจากกองนั้นได้ แต่ก็ไม่รู้เลยว่าออกมาได้ยังไง”  เหตุสยองขวัญที่มุมตัสซ์ต้องเผชิญไม่ได้จบแค่ตรงนั้น  หลังจากที่หลบหนีออกมาจากกองศพของชาวโรฮิงญาที่ถูกทหารสังหารหมู่  นางมุมตัสซ์เล่าต่อว่า นางได้เจอกับทหารพม่า พวกเขาจึงลากนางไปที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านและรุมข่มขื่นนาง  จากนั้นนางถูกขังในบ้านไม้หลังนั้นและพวกเขาได้จุดไฟเผา  แต่ปรากฏว่าลูกสาววัย 7 ขวบชื่อราซิยะฮฺได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้


 “หนูเรียกแม่ และแม่ถามหนูว่า เธอเป็นใคร?’” เด็กเล่าให้ฟัง “แม่หนูหัวแตก แม่หนูถูกโยนไว้มุมหนึ่งของกระท่อม  พวกทหารทุบตีหนู แล้วได้โยนหนูเข้าไปในกระท่อมหลังเดียวกัน  หนูบอกกับแม่ว่าไฟไหม้นิ้วแม่ จากนั้นทั้งแม่และหนูหนีออกมาได้และพากันวิ่งหนี”   ทั้งแม่และลูกสาวได้บีบตัวผ่านบางส่วนของรั้วที่ถูกทำลาย และพากันไปหลบตามท้องร่องสวนก่อนที่ชาวบ้านมาพบ และพากันช่วยแม่ลูกคู่นี้ลี้ภัยข้ามไปยังบังกลาเทศ โดยตอนนี้มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแล้ว 615,000 คน นับตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา อ้างตัวเลขจากองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัย


ด.ญ.ราซิยะฮฺวัย 7 ขวบถูกทหารพม่าทำร้ายขณะที่ทั้งหมู่บ้านถูกทหารบุกเข้าโจมตี โดยทั้งครอบครัวของเด็กเสียชีวิตทั้งหมด แต่เด็กได้ช่วยแม่ให้รอดชีวิตจากการถูกเผาทั้งเป็น


ผู้ลี้ภัยหนีการปะทะกันอย่างรุนแรงในรัฐทางตอนเหนือของรัฐยะไข่  โดยกองทัพของพม่าได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเรียกว่า "การกวาดล้าง" ที่อ้างว่าพุ่งเป้าหมายการโจมตีไปที่ "ผู้ก่อการร้าย" หลังจากกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาได้โจมตีป้อมตำรวจหลายแห่ง สังหารเจ้าหน้าที่ไป 12 นาย
ส่วนทางยูเอ็นอธิบายถึงเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ว่า  “คือตัวอย่างตำราของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”  และเหตุสังหารพลเรือนในหมู่บ้านของมุมตัสซ์ในวันที่ 30 สิงหาคมถือว่าเป็นหนึ่งในการกระทำที่เหี้ยมโหดที่สุดโดยกองทัพพม่าในช่วงสองเดือนครึ่งที่ผ่านมา  


สารคดีเหตุการณ์สังหารหมู่
นายชาฟิอุรฺ เราะฮฺมาน ผู้ผลิตสารคดีชีวิตชาวโรฮิงญาเชื้อชาติบังกลาเทศ-สัญชาติอังกฤษ ได้ยินเรื่องเหตุการณ์ที่ตูลาโตลี้ครั้งแรกหลังจากที่เขาได้ไปเฝ้าถ่ายทำชาวโรฮิงญากลุ่มหนึ่งที่ข้ามพรมแดนระหว่างเมียนมาร์และบังกลาเทศในวันที่ 2 กันยายน ซึ่งเป็นเวลาสามวันหลังจากการสังหารหมู่


“มันได้กลายเป็นความชัดเจนในเวลาที่รวดเร็วจากการได้ยินเรื่องเล่าที่สยองขวัญของชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยมาจากตูลาโตลี้ที่เกิดขึ้น 3 วันที่ผ่านมา และสิ่งที่ทำให้ผมไม่คาดคิดมาก่อนก็คือการได้ยินเรื่องเล่าต่างๆ จากผู้รอดชีวิตที่สอดคล้องกันไปหมด”  นายเราะฮฺมานได้กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น
นายเราะฮฺมานได้พบกับมุมตัสซ์และราซิยะฮฺในบังคลาเทศในช่วงสิ้นเดือนกันยายน สภาพนางมุมตัสซ์เหมือนกับมัมมี่ที่มีผ้าพันแผลเต็มหน้า และนางต้องนอนอยู่ที่คลีนิคเป็นเวลา 15 วัน ไม่สามารถพูดอะไรได้ หรือแม้กระทั่งไม่สามารถจิบน้ำจากแก้วได้เลย  พอประมาณกลางเดือนตุลาคม แผลที่ไหม้ที่หน้าและลำตัวเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัว  และนางมุมตัสซ์เริ่มให้สัมภาษณ์เรื่องราวของนางกับนายเราะฮฺมาน


เรื่องราวของการถูกรุมข่มขื่น  การสังหาร และการลอบวางเพลิง ถูกเล่าโดยชาวโรฮิงญาผู้ลี้ภัยหลายแสนคนที่หลบหนีมาจากเมียนมาร์  แต่นายเราะฮฺมานเลือกสัมภาษณ์ชาวโรฮิงญา 30 คนที่เคยอาศัยในตูลาโตลี้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา  


องค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลอธิบายไว้ในรายงานฉบับประจำเดือนตุลาคม ปี 2017  "ดูเหมือนว่าเป็นหนึ่งในการกระทำที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของแคมเปญการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของกองทัพเมียนมาร์"  องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เชื่อมั่นตามหลักฐานของเรื่องเล่าต่างๆ จากปากของพยานที่ได้ยืนยันว่า ทหารเมียนมาร์ได้สังหารหมู่ที่มีเหยื่อเป็นหญิง ชาย และเด็กๆ จากมินยีในวันที่ 30 สิงหาคม”  สรุปรายงานขององค์กรแอมเนสตี้  มินยีเป็นอีกชื่อหนึ่งของหมู่บ้านตูลาโตลี้


พวกเขาอาจจะเผาบ้าน แต่จะไม่ฆ่าใคร
นายเราะฮฺมานบันทึกวีดีโอสัมภาษณ์ชาวโรฮิงญาผู้รอดชีวิตจากตูลาโตลี้ 30 คนโดยพวกเขาเล่าว่า เจ้าหน้าที่เมียนมาร์ระดับท้องถิ่นบอกกับชาวบ้านที่เป็นชาวโรฮิงญาว่าพวกเขาจะปลอดภัยถ้ายังคงอยู่ในหมู่บ้าน  นายมูฮัมหมัด นาซิรฺ เล่าให้ฟังว่าเขาถูกบอกว่า “พวกเขา (ทหารเมียนมาร์) อาจจะเผาบ้าน แต่พวกเขาจะไม่ฆ่าใคร” 


ชาวบ้านในตูลาโตลี้เล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่า เฮลิคอปเตอร์ลงจอดใกล้หมู่บ้านตอน 8 โมงเช้าของวันที่ 30 สิงหาคม  ทหารพม่าร่วมกับชาวพุทธยะไข่อีก 50 คนและคนที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช่โรฮิงญาที่มาจากนอกหมู่บ้าน  ได้จู่โจมเข้ามายังหมู่บ้าน  “พวกเขาบอกให้เราไปรวมตัวกันที่ริมแม่น้ำ  เมื่อพวกเขาเห็นชาวโรฮิงญาอยู่รวมกัน พวกเขาตรงดิ่งไปที่ชาวโรฮิงญาเหล่านั้น และยิงใส่พวกเขาอย่างต่อเนื่อง แล้วยังมีการจุดไฟเผาบ้านเรือนในเวลาเดียวกัน”  นาซิรฺกล่าว


ชาวโรฮิงญาอีกคนคือนางเรฮาน่า เบกุม เล่าเหมือนกันว่านางก็ถูกบอกให้ออกจากบ้านและไปยืนรออยู่ใกล้ริมแม่น้ำ  “พวกเขาให้เราไปอยู่ที่นั่นโดยบอกว่า พวกเขาจะไม่ทำร้ายพวกเรา  เวลาตอน 8 โมงเช้า  เฮลิคอปเตอร์ลงจอดและหมู่บ้านเราก็ได้ถูกปิดล้อม ใครที่ยังหนีทันก็รีบหนีไป  ทหารพม่าล้อมเราไว้อย่างกระทันหันและเราไม่สามารถหลบหนีไปได้  เพราะเรายืนรวมกันและมันติดกับแม่น้ำ  ตอนนั้นแม่น้ำมีคลื่นสูง  ไม่มีเรือเลยสักลำ   พี่ชายหลายคนของฉันสามารถอุ้มลูกๆ ฉันไปได้  และฉันก็ว่ายน้ำเป็นจึงหนีรอดไปได้   หลายต่อหลายคนถูกยิง  แล้วพวกเขาก็ล้มตัวลง  คนที่ล้มลงเหล่านั้นได้ถูกจับขึ้นมา ถูกสับเป็นชิ้นๆ แล้วโยนทิ้งลงในแม่น้ำ”  นางเรฮาน่าเล่าให้นายเราะฮฺมานฟังถึงเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว


นางฮาซานะฮฺ หญิงชาวโรฮิงญาอีกคนหนึ่งที่ลี้ภัยมาจากตูลาโตลี้  เล่าให้ฟังว่า ทหารและพรรคพวกของเขาได้โยนลูกสาว ด.ญ.ซูไฮฟะฮฺ วัยหนึ่งขวบ เข้าไปในกองไฟขณะที่เด็กยังมีชีวิตอยู่   “พวกเขาแย่งลูกไปจากอ้อมแขนฉัน” แล้วนางก็ปล่อยโฮออกมา  “พวกเขาโยนลูกน้อยของฉันลงไปในกองไฟที่มีเสื้อผ้าเป็นเชื้อเพลิง พวกทหารจุดไฟด้วยการใช้ข้าวของของประชาชน แล้วพวกเขาโยนลูกของฉันลงไปในกองไฟขนาดใหญ่”


ส่วนสามีของนางฮาซานะฮฺได้ออกไปทำงานนอกหมู่บ้านในตอนที่ทหารพม่าบุกสังหารประชาชนชาวโรฮิงญา และได้มาพบกับภรรยาของเขาอีกครั้งที่บังกลาเทศ โดยที่มาทราบทีหลังว่า ลูกสาวคนเดียวของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว


หัวหน้าหมู่บ้านเรียกชาวโรฮิงญากับชาวพุทธลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างศาสนามาก่อน  


ก่อนหน้าที่ทหารเมียนมาร์และพรรคพวกได้บุกโจมตีหมู่บ้าน ในวันที่ 18 สิงหาคม หัวหน้าหมู่บ้านได้มีการเรียกชาวโรฮิงญา และชาวพุทธยะไข่จากตูลาโตลี้เข้าประชุมเพื่อลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ


ขณะที่หมู่บ้านซึ่งมีชาวโรฮิงญา 4,360 คนและมีชาวพุทธยะไข่อยู่ 435 คน โดยทั้งฝ่ายไม่เคยมีความขัดแย้งหรือความรุนแรงระหว่างศาสนามาก่อน  แต่หัวหน้าหมู่บ้านกลับบอกว่าทางการต้องการคลายความกังวลและหวาดกลัวให้กับชาวโรฮิงญา เนื่องจากมีความตรึงเครียดกันระหว่าง 2 ศาสนาที่อื่นๆ ภายในรัฐยะไข่  และอีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือกองทัพเมียนมาร์ส่งกำลังทหารเสริมเข้ามายังพื้นที่มากขึ้น


“ในสนธิสัญญาระบุว่าทั้งชาวโรฮิงญาและชาวพุทธจะไม่มีการใช้ความรุนแรงและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามร่วมกัน ทั้งชาวพุทธยะไข่และพวกเรา แต่ทหารกลับเริ่มสังหารเราตอน 8 โมงเช้า”  นายนุรฺ กอบิรฺ  มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการประจำหมู่บ้านตูลาโตลี้ ซึ่งตอนนี้ลี้ภัยไปอยู่บังกลาเทศ  กล่าว


ผู้รอดชีวิตหลายคนต่างเล่าเหมือนกันว่า พวกเขามั่นใจต่อสนธิสัญญาเสรีภาพซึ่งลงนามร่วมกันในหมู่บ้านก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน  ความเชื่อใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐได้หายไปในทันทีเมื่อทหารได้โจมตีในตอนเช้าของวันที่ 30 สิงหาคม ผู้ที่หนีรอดไปได้บอกกับนายเราะฮฺมานว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกทหารเมียนมาร์และพรรคพวกสังหารโหดประมาณ 1,500 – 1,700 รายภายในวันนั้นวันเดียว


นายเราะฮฺมานมั่นใจว่า  เหตุการณ์ที่หัวหน้าหมู่บ้านจัดให้มีการลงนามสนธิสัญญาเสรีภาพ และการที่กองทัพเมียนมาร์ส่งกำลังทหารเสริมในพื้นที่ก่อนวันที่ 25 สิงหาคมที่มีการปะทะกับกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญา และการสังหารหมู่ที่ตูลาโตลี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลเมียนมาร์วางแผนมาแล้วอย่างแยบยล  ซึ่งมันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ที่รัฐบาลเมียนมาร์ได้ประกาศผ่านสื่อภายในประเทศ และมีการลงข่าวในโซเชียลมีเดียเช่นเฟสบุ๊กส์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า กองทัพได้ทำการตอบโต้กองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาเท่านั้น


ด้านนายซอว์ เท โฆษกรัฐบาลเมียนมาร์ได้ให้ข่าวว่า ทั้งชาวพุทธยะไข่และทหารพม่าถูกกองกำลังติดอาวุธโรฮิงญาโจมตีในตูลาโตลี้  “เราสามารถตรวจสอบได้ว่าในวันที่ 30 สิงหาคม 2017 ที่หมู่บ้านมินยี (ตูลาโตลี้)  ได้มีการโจมตีชาวพุทธยะไข่และทหารเมียนมาร์ถึง 8 ครั้งโดยพวกก่อการร้ายที่มีจำนวนนับร้อยคน” 


ล่าสุดกองทัพเมียนมาร์เปิดเผยรายงานการสอบสวนภายในเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2017 โดยสรุปรายงานว่า ทางกองทัพไม่มีความผิดอย่างที่ถูกกล่าวหาเอาไว้ โดยปฏิเสธว่าทหารไม่มีการสังหารชาวโรฮิงญา  ไม่มีการเผาหมู่บ้าน ไม่มีการข่มขื่นสตรีและเด็ก และไม่มีการปล้นสะดมทรัพย์สิน   ซึ่งองค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุถึงรายงานของกองทัพเมียนมาร์ฉบับนี้ว่า เป็นความพยายามที่จะ “ปิดบังความผิด” และมีการเรียกร้องให้ทีมสอบสวนหาข้อเท็จจริงของยูเอ็นได้ลงพื้นที่โดยเสรีภาพ[1]

อนาคตที่ดูเหมือนไร้ความหวัง


นางมุมตัซส์ค่อยๆ ฟื้นตัวจากแผลที่ไหม้และอาการบาดเจ็บต่างๆ ในบังคลาเทศ แต่ต้องประสบกับอนาคตที่ดูเหมือนไร้ความหวัง  สภาพความเป็นอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแออัด หน่วยงานด้านความช่วยเหลือต่างๆ กำลังพยายามจัดหาอาหาร ที่อยู่อาศัย และการรักษาพยาบาลให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ลี้ภัยที่ยังไหลทะลักเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย   


มุมตัสซ์และราซิยะฮฺเหลือกันสองคนแม่ลูก นางบอกว่าสามีของนางถูกยิงเสียชีวิตริมแม่น้ำ หนึ่งในลูกชายสามคมถูกโยนลงไปในกองไฟ และลูกชายอีกสองคนถูกฆ่าในกระท่อมที่มุมตัสซ์และราซิยะฮฺหนีออกมาได้ “น้องชายของฉันและคนอื่นๆ ถูกเผา พวกเขาถูกฆ่าโดยการถูกตีจนเสียชีวิต  แล้วพวกทหารได้ยิงพ่อของฉันตาย”


ศีรษะของด.ญ.ราซิยะฮฺมีแผลเป็นจากการถูกตี แต่ที่เลวร้ายที่สุดก็คือบาดแผลทางจิตใจที่เรื่องราวต่างๆ ยังคงอยู่ในความทรงจำของเด็ก เพราะเพิ่งประสบกับเรื่องเลวร้ายมาไม่นานมานี้ 
“เธอเห็น เด็กน้อยคนนี้เห็นทุกๆ อย่าง เด็กพยายามอุ้มพี่ชายที่กำลังถูกไฟเผา แต่เธอไม่สามารถช่วยชีวิตพี่ไว้ได้”  นางมุมตัสซ์กล่าว[2]
**********************************************************

Saturday, October 14, 2017

💔 สุดเศร้าเกินบรรยาย! กว่าจะข้ามมาถึงฝั่งบังกลาเทศได้อย่างปลอดภัยมันยากลำบากแค่ไหน?



@มุสลิมะฮออสเตรเลีย

14/10/17

สภาพชาวโรฮิงญาที่ข้ามมาถึงชายฝั่งบังกลาเทศได้อย่างปลอดภัย เมื่อวันที่ 30/09/17

กว่าจะข้ามฝั่งมาถึงบังกลาเทศได้ ชาวโรฮิงญาต้องเดินเท้ามาอย่างยากลำบากเป็นเวลาหลายวัน ช่วงนี้ฝนตกหนักทางเดินก็เป็นโคลนตมเดินลำบาก ชาวโรฮิงญาจำต้องเลี่ยงใช้เส้นทางเดินปกติ เพราะทหารพม่าเดินลาดตระเวนอยู่ ถ้าทหารพม่าเห็นชาวโรฮิงญาพวกนี้จะยิงใส่พวกเขาทันที ระหว่างทางพวกเขาต้องกินใบไม้ประทังชีวิต บ้างก็เสียชีวิตระหว่างทางเพราะป่วยหนัก บ้างก็เหยียบกับระเบิดจนขาขาดวิ่น กับระเบิดที่ทหารพม่าแอบฝังเอาไว้บริเวณชายแดนพม่ากับบังกลาเทศ หลายคนที่เหยียบกับระเบิดก็ไปเสียชีวิตที่บังกลาเทศ


ชาวโรฮิงญาต้องจ่ายเงินเพื่อใช้เรือข้ามฝั่งไปยังบังกลาเทศ ตอนนี้มีอีกหลายพันคนที่ยังติดอยู่บริเวณชายฝั่งพม่าข้ามไปไม่ได้ เพราะทางรัฐบาลบังกลาเทศสั่งห้ามเอาเรือไปรับ พวกเขากำลังอดตายอย่างช้าๆ เพราะไม่มีอาหารเหลือ


หลายคนที่หาเรือข้ามไปได้ก็ต้องจมน้ำตายเพราะเรือไม้ที่บรรจุคนเต็มลำล่มลงกลางทาง ชาวโรฮิงญาบางกลุ่มกำลังนั่งเรือข้ามฝั่งก็ถูกทหารพม่าไล่ยิงจนเรือล่มจมน้ำตายกันหมดลำ


เมื่อข้ามมาได้ปลอดภัยก็ไม่ใช่จะมีอาหารกิน บางครอบครัวกินแค่มื้อเดียวต่อวัน พวกเขาต้องนอนเต้นท์ผ้าใบมีแผ่นพาสติกรองพื้น ฝนตกหนักก็นอนกันไม่ได้อีก


เด็กนับพันคนหนีตายมากับน้องตัวเล็กๆ โดยพ่อแม่ตายทั้งคู่จากการถูกทหารพม่าฆ่าอย่างไร้ความปรานี เด็กหลายคนถูกทหารคว้าจากอุ้มมือของแม่ไป แล้วโยนใส่กองไฟต่อหน้าต่อตาผู้เป็นแม่ หลังจากโยนลูกพวกนางเข้ากองไฟยัง ไม่สะใจทหารพม่ายังลากแม่ไปรุมข่มขื่นอีก บ้างก็ข่มขื่นหญิงโรฮิงญาต่อหน้าสามีของพวกนาง


สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่มีวันเข้าใจ ว่ามันยากแค่ไหนกว่าจะรอดชีวิตหนีตายออกจากพม่ามาได้.........

เครดิตคลิปวีดีโอ - Fred Dufour ช่างภาพของสำนักข่าว AFP


ดูคลิปที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
🎬 เรื่องเล่าจากปากของผู้รอดชีวิตมุสลิมโรฮิงญา
https://www.facebook.com/muslim.aof/videos/1736519259975788/

Tuesday, December 6, 2016

ตำรวจชายแดนพม่ายิงชาวโรฮิงญา รวมทั้งเด็กทารกเสียชีวิตอย่างน้อย 43 คน

 💔 ตำรวจชายแดนพม่ายิงชาวโรฮิงญา รวมทั้งเด็กทารกเสียชีวิตอย่างน้อย 43 คน ระหว่างหลบหนีด้วยการใช้เรือข้ามไปยังฝั่งประเทศบังกลาเทศ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 4 ธ.ค. 2559



มีเรือลำเล็กอีก 2 ลำที่จุผู้โดยสารที่เป็นชาวโรฮิงญาเต็มลำหายไป โดยที่ตำรวจชายแดนที่ประจำอยู่บริเวณแม่น้ำ OoShyeKya เปิดฉากยิงใส่ประชาชนชาวโรฮิงญา ขณะที่เขาเริ่มล่องเรือหนีตายข้ามฝั่งไปยังประเทศบังกลาเทศ


Sunday, November 20, 2016

+18 💔สภาพศพชาวโรฮิงญาอีก 5 รายรวมทั้งเด็กทารกถูกทหารพม่าเผาทั้งเป็นจนดำไหม้เกรียมเป็นเถ้าถ่าน



ศพชาวโรฮิงญาอีก 5 รายรวมทั้งเด็กทารกที่ถูกทหารพม่าเผาทั้งเป็นจนดำไหม้เกรียมเป็นเถ้าถ่าน เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 16 ที่หมู่บ้าน Yay Khae Chaung Khwa Sone ในทางตอนเหนือของหม่องดอว์ 


ที่มา - 
Rohingya Blogger

➡🎬 คลิปวีดีโอที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ 
1. 💔 ทหารพม่าโหดสุด! กระชากเด็กออกจากอ้อมกอดของคนเป็นแม่ แล้วโยนเข้าไปในกองไฟต่อหน้าผู้เป็นแม่
https://www.facebook.com/muslim.aof/videos/1621574921470223 
2. +18 สภาพศพชาวโรฮิงญาถูกทหารพม่าเผาทั้งเป็นจนดำเป็นเถ้าถ่าน
https://www.facebook.com/muslim.aof/videos/1619859084975140/
3. +18 💔 ชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 21 คนจาก 3 ครอบครัวรวมทั้งเด็กทารก ถูกสังหารโหดโดยทหารและตำรวจชายแดนพม่า
https://www.facebook.com/muslim.aof/videos/1619387215022327/

💔 ทหารพม่าโหดสุด! โยนเด็กเข้าไปในกองไฟต่อหน้าผู้เป็นแม่



เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2016 เกิดเหตุขึ้นใน Dha Gyi Zar (ราบาลิยะ) เมื่อทหารพม่าเผาหมู่บ้านชาวโรงฮิงญาอยู่ แล้วได้กระชากเด็กเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่โยนเข้าไปในกองไฟต่อหน้านาง ผู้เป็นแม่หนีตายออกมาเล่าให้ฟังทั้งน้ำตา


ในวันเดียวกัน ชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 9 คนถูกเผาทั้งเป็นในขณะที่ทหารพม่าจุดไฟเผาไหม้หมู่บ้าน Ye Dwin Chaung (Zamoinna) และมีชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 90 คนสูญหายตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. 2016 ซึ่งในจำนวนผู้สูญหายอาจมีถูกยิงเสียชีวิตหรือถูกจับกุมตัวไป


เหตุโศรกนาฎกรรมได้เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ที่หมู่บ้าน Yekay Chaung Kwasone (บอร์ กอซิ บิล) ทางตอนเหนือของหม่องดอว์ เด็กๆ และผู้สูงอายุถูกเผาทั้งเป็น เนื่องจากไม่สามารถวิ่งหนีออกมาทัน ขณะที่ทหารพม่าลงมือเผาบ้านเรือนของพวกเขา



คลิปวีดีโอที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
+18 สภาพศพชาวโรฮิงญาถูกทหารพม่าเผาทั้งเป็นจนดำเป็นเถ้าถ่าน
https://www.facebook.com/muslim.aof/videos/1619859084975140/

Sunday, November 13, 2016

+18 💔 ชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 21 คนจาก 3 ครอบครัวรวมทั้งเด็กทารก ถูกสังหารโหดโดยทหารและตำรวจชายแดนพม่า



 

เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจชายแดนของพม่าได้บุกโจมตีสังหารโหดประชาชนชาวโรฮิงญาผู้บริสุทธิ์ทั้ง 3 ครอบครัว ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 คน รวมทั้งเด็กทารก ในคืนวันเสาร์ที่12 พ.ย. 59

 

นอกจากนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ทหารของพม่ายังได้ข่มขื่นเด็กสาวชาวโรฮิงญาและยิงทิ้งในบริเวณเดียวกันของหมู่บ้าน Dar Gyi Zar Hamlet ในหม่องดอว์

 

ข้อมูล - Arakan Times

เดรดิตวีดีโอ – Ajmeer

Tuesday, November 1, 2016

💔 ทั้งหญิง เด็กและชายชาวโรฮิงญาผู้บริสุทธิ์ถูกทหารและตำรวจพม่าฆ่าอย่างเหี้ยมโหดเกินมนุษย์

(คำเตือน! มีภาพรุนแรงต่อความรู้สึก ในคลิปวีดีโอ)


ประชาชนชาวโรฮิงญาผู้บริสุทธิ์ถูกทหารพม่าสังหารอย่างเหี้ยมโหด 30 ต.ค. 59


ตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค. เป็นต้นมาทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจพม่าได้สังหารชาวโรฮิงญาผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เด็กและผู้ชายชายมากกว่า 200 คนอย่างเหี้ยมโหด  มีการจับกุมทั้งหญิง ชาย และไม่เว้นแม้กระทั่งจับกุมเด็กชาวโรฮิงญาที่อายุต่ำกว่า 10 ปีไป 7 คน  มีการทรมานระหว่างการจับกุม หลายคนเสียชีวิตระหว่างการจับกุม

 

ผู้หญิงชาวโรฮิงญามากกว่า 30 คนรายงานกับองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า ถูกทหารและตำรวจพม่าข่มขืนอย่างโหดร้าย มีการเผาบ้านชาวโรฮิงญาและขโมยของมีค่าร่วมกับพุทธพม่าหัวรุนแรง ชาวบ้านโรฮิงญาจากหลายหมู่บ้านถูกเจ้าหน้าที่ไล่ออกจากบ้าน พวกเขาต้องไปแอบซ่อนตัวตามทุ่งนา ที่เมืองหม่องดอว์  

 

ณ ตอนนี้การจับกุมชาวโรฮิงญาผู้บริสุทธิ์ลามไปถึงเมืองบูติด่อง รัฐยะไข่  หลังเหตุการณ์ที่มีกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญากลุ่มหนึ่ง บุกโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจพม่าที่ประจำฐานรักษาการณ์ชายแดน 3 แห่ง ใกล้เมืองหม่องดอว์ รัฐยะไข่ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 9 นาย ส่วยฝ่ายกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิต 8 ราย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2559 


ที่มา -  
Dozens of rapes reported in northern Arakan State

http://arakanna.com/wp_arakanna/en/?p=5381

 

http://www.myanmarobserver.com/index.php/news/rohingya-news/364-seven-children-arrested-in-nga-sa-gru


 

Saturday, September 24, 2016

เด็กเลี้ยงวัวชาวโรฮิงยา 2 คนถูกทรมานและรีดไถ่เงินจากการถูกยัดข้อหาข่มขื่น




24 กันยายน 2016


เด็กชายชาวโรฮิงยา 2 คนถูกตำรวจจับเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2016 ในซิตตเว Sittwe โดยถูกชาวพุทธหัวรุนแรงชาวยะไข่ ยัดข้อหาเด็กทั้งสองคนว่าพวกเขาพยายามข่มขื่นหญิงชาวพุทธ


ด.ช.มูฮัมหมัด ซาลิม Muhammad Salim และอับดู ฮาดีย์ Abdu Hadi ทั้งคู่อายุ 13 ปีเป็นเด็กเลี้ยงวัว ถูกกลุ่มชาวพม่าหัวรุนแรงพากันจับตัวไว้ในขณะที่เด็กทั้งคู่เลี้ยงวัวอยู่ในทุ่งหญ้าใกล้อ่องดาย Aung Daing หมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัฐยะไข่


ก่อนที่กลุ่มพวกหัวรุนแรงชาวพุทธพม่าจะจับเด็กทั้งคู่ส่งให้ตำรวจที่หมู่บ้านอ่องดาย พวกนี้ได้จับเด็กทั้งคู่มัดเอาไว้ แล้วทุบตีอย่างไร้ความปราณี พร้อมกับด่าทอด้วยความเกลียดชังด้วยการใช้คำพูดดูถูกชาติพันธุ์ต่อหน้าชาวบ้านที่มารุมยืนดูอยู่


จากนั้นเด็กทั้งสองถูกส่งตัวต่อไปที่กองตำรวจ Police Station No.1 ที่รัฐซิตตเว และถูกจำคุกในข้อหาข่มขื่น


ในวันต่อมา ตำรวจได้นำตัวเด็กทั้งคู่กลับไปยังหมู่บ้านในเวลา 19.50 น. ด้วยการปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากรีดไถ่เงินครอบครัวของเด็กครอบครัวละ 300,000 จ๊าด (ประมาณ 8,800 บาทต่อครอบครัว)
ตำรวจยังได้มีคำสั่งไม่ให้ชาวบ้านนำตัวเด็ก 2 คนนี้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และรอขึ้นฟังคำสั่งศาลในวันเสาร์ (วันนี้)


แม้กระทั่งพวกเขาให้การว่า เป็นแค่การทักทายชายหลายคนและหญิงคนหนึ่งชาวยะไข่ที่เดินผ่านมา แต่พวกหัวแรงชาวยะไข่พลิกเรื่องนี้ให้เป็นโอกาสในการทำลายชาวโรฮิงยา ด้วยการใส่ร้ายเด็กทั้งคู่ และปลุกระดมชาวบ้านให้ใช้ความรุนแรงและเกลียดชังชาวโรฮิงยา


พวกหัวรุนแรงชาวพุทธเหล่านี้มีการจัดรณรงค์และพยายามโน้มน้าวใจชาวพุทธในรัฐยะไข่ที่มีความใจกว้าง ใฝ่สันติ ให้ตัดความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาด้วย ทำธุรกิจด้วย และห้ามการเป็นมิตรกับชาวโรฮิงยา


ชาวพุทธหัวรุนแรงที่นำโดยพระวีระธุ และพวกพ้อง ได้นำประเด็นเท็จเรื่องข่มขื่นมาเป็นเครื่องมือจนถึงทุกวันนี้มาเป็นประเด็นทำลายชาวโรฮิงญา ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2012 พวกนี้หยิบประเด็นกล่าวหาว่าชาวโรฮิงญาข่มขื่นสตรีชาวพุทธ มาปลุกปั่นให้ชาวพุทธในรัฐยะไข่ลุกขึ้นมาสังหารหมู่ชาวโรฮิงยา เผาบ้านเรือน ร้านค้า และไล่ออกจากบ้านเรือนพวกเขาเอง ซึ่งทำให้ชาวโรฮิงยาหลายพันคนต้องเสียชีวิต และมากกว่า 135,000 คน ต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่น ชาวโรฮิงยามากกว่า 100,000 คนจำต้องหลบหนีออกนอกประเทศทางทะเล

ที่มา - http://www.thestateless.com/…/young-rohingya-herders-tortu…/
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้ 💔 ทหารเมียนมาร์ข่มขื่นเด็กหญิงชาวโรฮิงญาวัย 9 ขวบ https://www.facebook.com/muslim.aof/posts/1547932462167803:0 พระวีระธุและพวกพ้องนำประเด็นเท็จเรื่องข่มขื่น มาใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นให้เกิดการใช้ความรุนแรงระหว่างเชื้อชาติได้อย่างไร? https://www.facebook.com/muslim.aof/videos/1508068369487546/

Saturday, April 9, 2016

ทหารเมียนมาร์ข่มขื่นเด็กหญิงชาวโรฮิงญาวัย 9 ขวบ

1 มีนาคม 2016

เด็กหญิงผู้เคราะห์ร้ายชาวโรฮิงญาคนนี้คือด.ญ.อัสมิดะอฺ บีกัม 
Asmida Begum อายุ 9 ขวบ เป็นลูกสาวของนายคาดิรฺ ฮูเซน Kadir 
Hussein และนางราบิยะฮฺ ฆาทู Rabiya Khatu อาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน
จ๊อกผิ่วตอง Kyauk Pyu Taung เมืองบูติเดาง์ Buthidaung รัฐยะไข่ 
ส่วนนายทหารที่ข่มขื่นด.ญ.อัสมิดะ ไม่ได้มีการระบุชื่อ แต่ระบุว่าเป็น
ทหารใหม่ประจำค่ายทหารบกที่ 234 ในเมืองบูติเดาง์ Buthidaung


เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2016 เวลา 15.00 น. เมื่อด.ญ.อัสมิ-
ดะอฺ และด.ช.ซายิดูรฺ ราเฮม ซาลิมุลลอฮฺ Sayedur Raham 
Salimullah ได้ออกไปเลี้ยงวัวด้วยกัน

เมื่อฝูงวัวได้เข้าไปใกล้รั้วของค่ายทหาร เด็กทั้งสองคนนี้จึงเข้าไป
ลากวัวให้ออกพ้นจากบริเวณรั้ว ทหารใหม่นายนี้เดินออกมาจากค่าย
ทหารแล้วได้จับตัวเด็กทั้งสองเข้าเอาไว้ โดยได้ขังเด็กชายไว้ในห้อง
หนึ่ง ส่วนเด็กหญิงอัสมิดะอฺถูกจับไปไว้อีกห้องหนึ่ง และทหารนายนี้
ได้เริ่มข่มขื่นเด็กอย่างไร้ความปราณี


ด.ช.ซายิดูรฺ สามารถหลบหนีออกมาได้ด้วยการปืนออกทางหน้าต่าง 
และรีบวิ่งไปบอกผู้ปกครองของด.ญ.อัสมิดะอฺ เมื่อผู้ปกครองของน้อง
และชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้มาถึงที่เกิดเหตุ ผู้ปกครองได้แจ้งให้กับผู้
บัญชาการของค่ายทราบ และพวกเขาได้เห็นเด็กนอนสลบอยู่ใน
สภาพที่ย่ำแย่ในเต้นท์แห่งหนึ่งของฟาร์มมันฝรั่งแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้
กับค่ายทหาร


ปรากฏว่าเด็กฟื้นขึ้นมาประมาณเวลา 19.00 น. และได้เล่าให้กับผู้
ปกครองฟังถึงเหตุการณ์ที่ถูกทหารนายนั้นข่มขื่น จากนั้นผู้บัญชาการ
ค่ายทหารได้ส่งตัวเด็กไปให้กับค่ายตำรวจพิทักษ์ชายแดน (Border 
Guard Police (BGP) ประมาณเวลา 23.00 น. ทางตำรวจจึงส่งเด็ก
ต่อไปที่โรงพยาบาลในบูติเดาง์เวลา 24.00 น. เพื่อให้การรักษา


ส่วนนายทหารที่ข่มขื่นด.ญ.อัสมิดะอฺ ถูกสอบสวนเกี่ยวกับคดีข่มขื่น 
ซึ่งทหารนายนี้ได้ให้การปฏิเสธในตอนแรก แต่ได้รับสารภาพในเวลา
ต่อมา ทางด้านเจ้าหน้าที่ทหารได้กล่าวกับผู้ปกครองของเด็กว่า นาย
ทหารที่ข่มขื่นเด็กเป็นแค่เพียงทหารใหม่ และตามกฏหมายยังไม่ได้
เป็นทหารประจำกอง ทางค่ายจะส่งตัวทหารนายนี้ให้กับตำรวจแทน
ในฐานะเป็นพลเรือนคนหนึ่งเท่านั้น


“แต่นี้เป็นเพียงคำอธิบายของเจ้าหน้าที่ทหารที่หลอกให้ผู้ปกครอง
ของด.ญ.อัสมิดะอฺ พอใจที่นำตัวคนผิดมาลงโทษด้วยการส่งตัวให้กับ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่จริงๆ แล้วเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้ทำอะไรเลย” ชาว
บ้านคนหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามกล่าว


ด.ญ.อัสมิดะอฺ ออกจากโรงพยาบาลเวลาประมาณ 17.30 น. ของวัน
จันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2016 ครอบครัวของเด็กมีฐานะยากจนมาก 
ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาล ต้องขอรับบริจาคเงินจาก
บรรดาเพื่อนบ้าน


ทางทหารไม่ได้ให้ความรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล และไม่ได้รับผิด
ชอบกระทำของทหารนายนั้นแต่อย่างใด


เรื่องที่สตรีที่เป็นชนกลุ่มน้อยถูกข่มขื่นโดยทหารของเมียนมาร์นั้นไม่
ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งสตรีชาวโรฮิงญาตกเป็นเหยื่อของการถูกข่มขื่น
มากที่สุดในเมียนมาร์ เพราะคดีข่มขื่นส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา
มักจะถูกมองข้ามไปเสมอ


ที่มาของข้อมูล -
Burmese Military Recruit Rape Minor Rohingya Girl
http://www.rvisiontv.com/14886-2/
ข้อมูลและภาพ –
Army personal violates minor Rohingya girl in Btd
http://www.burmatimes.net/army-personal-violates-minor-roh…/

“ปทท.ไทย อีก 3 เดือนเราเจอกัน” ทหารยิวโพสต์ในอินสตาแกรม

  ทหารอิสราเอลโพสต์รูปเซลฟี่ในอินสตาแกรม ที่ถ่ายหน้าบ้านของเศรษฐีในกาซ่าที่พวกมันจุดไฟเผา ในพื้นที่มูซาเบะฮ์ ตอนเหนือของราฟะฮ์ พร้อมแคปชั่น ...