Showing posts with label ศรีลังกา. Show all posts
Showing posts with label ศรีลังกา. Show all posts

Sunday, December 20, 2020

เด็กทารกมุสลิมอายุเพียง 20 วัน ถูกรัฐบาลศรีลังกาบังคับเผาศพ

เด็กทารกมุสลิมอายุเพียง 20 วันถูกรัฐบาลศรีลังกาบังคับเผาศพ เพราะโรงพยาบาลอ้างว่าเด็กเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19










..ชัยค์ ทารกที่มีอายุเพียง 20 วัน “เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล Colombo’s premier Lady Ridgeway Children’s Hospital ตอนประมาณตี 4 ของวันที่ 8 .ในช่วงเวลานั้น ทารกอยู่ในภาวะวิกฤตจากอาการปอดบวมขั้นรุนแรง และได้รับการยืนยันในช่วงบ่ายว่าผลการตรวจโควิด-19เป็นบวก (ติดเชื้อโควิด-19)  ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลก็ยืนยันเช่นกันว่าผลการตรวจทั้งพ่อและแม่เป็นลบ (ไม่ติดเชื้อ)” Dr. G. Wijesuriya ผู้อำนวยการของโรงพยาบาล Lady Ridgeway Hospital for Children กล่าว



นายอาลี ซากีร์ เมาลานา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและเป็นส.ได้พูดคุยกับนายฟาฮิม พ่อของทารก โดยเขาเล่าว่า ตอนมาถึงโรงพยาบาลตอน 22.00 ของวันจันทร์ที่ 7 (แต่ผู้อำนวยการของโรงพยาบาลบอกเด็กมาตอนตีของวันอังคารที่8) โรงพยาบาลจับเด็กตรวจโควิด-19 ด้วยการตรวจเชื้อไวรัส (Antigen) ซึ่งผลตรวจแสดงว่าเด็กติดเชื้อโควิด-19 ในขณะที่ผลตรวจทั้งเขาและภรรยาที่ให้นมลูกมาโดยตลอดก็ไม่ติดเชื้อโควิด



ฟาฮิมเคยได้ยินมาว่าการตรวจแบบแอนติเจนมีหลายครั้งที่ผลการตรวจเป็นบวกแต่บุคคลนั้นไม่ได้ติดเชื้อโควิด 19 จริง (negative positive) เขาจึงขอร้องหมอให้ตรวจแบบ PCR อีกครั้งเพื่อยืนยันว่าลูกติดโควิด-19 จริง แต่หมอกลับปฏิเสธและบอกฟาฮิมให้หาที่ตรวจเอง ฟาฮิมซึ่งเป็นคนขับรถสามล้อ ขาดรายได้เกือบเดือนมาแล้ว เพราะช่วงโควิด-19 จึงโทรหาให้คนช่วยค่าใช้จ่ายให้ และปรากฏว่ามีคนเต็มใจจะช่วยจ่ายค่าตรวจให้



ขณะที่รอรายงานผลตรวจแอนติเจนอย่างเป็นทางการ และเขาพยายามติดต่อโรงพยาบาลเอกชนเพื่อนำลูกไปตรวจPCR ทางโรงพยาบาลบอกให้กลับบ้านไปก่อนแล้วปล่อยให้เด็กทารกนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ทั้งฟาฮิมและภรรยาต่างพากันกลับบ้านไปอย่างไม่เต็มใจนัก” นายอาลีโพสต์ในทวิตเตอร์ 



เมื่อยังหาโรงพยาบาลเอกชนที่จะนำลูกไปตรวจPCR ไม่ได้ ฟาฮิมโทรกลับไปที่โรงพยาบาลเก่า โดยโรงพยาบาลบอกเขาว่าเด็กถูกย้ายไปที่ MICU ตอนเวลาตี 3 แล้วเมื่อโทรติดต่อกลับไปอีกทีตอนตี 5 ครึ่ง ทางโรงพยาบาลบอกว่าลูกเสียชีวิตแล้ว



ฟาฮิมจึงรีบรุดไปยังโรงพยาบาล โดยหมอบอกว่า เขาต้องเซ็นเอกสาร ฟาฮิมบอกว่าเขาจะเซ็นให้ถ้าเขาสามารถฝังศพลูกเขาได้ และถ้ามีการตรวจ PCR ทางโรงพยาบาลจึงปฏิเสธไม่ให้นำศพเด็กทารกกลับไป และยังสั่งให้ฟาฮิมเซ็นเอกสารอีกเมื่อฟาฮิมยังคงปฏิเสธ ทางการจึงบอกว่าถ้าไม่เซ็นก็กลับไปซะ ฟาฮิมจึงกลับไปโดยไม่ได้เอาศพลูกไปด้วย 



ฟาฮิมเสียใจเป็นอย่างมากที่ต้องสูญเสียลูกไป เขาส่งริฟคานที่เป็นน้องเขยไปเจรจากับทางการ ทางการยังสั่งให้เซ็นเอกสารอีก แต่เขาก็กลับมาโดยไม่ได้เซ็น เขายังบอกอีกว่ามีสื่อหลายสำนักพากันเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวโรงพยาบาล



ประมาณตี 3 ครึ่งฟาฮิมได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลบอกว่า ทางโรงพยาบาลกำลังนำศพเด็กทารกไปยังเผาที่  Borella Crematorium และถ้าต้องการมาก็สามารถมาได้ ฟาฮิมกับเพื่อนอีก 3 คนจึงไปยังสถานที่เผาศพ แต่เขาไม่ต้องการเข้าไปข้างใน เพราะไม่อยากเห็นร่างลูกน้อยที่ถูกเผาไหม้



ฟาฮิมรู้สึกหัวใจสลายที่สื่อกระแสหลักพากันบันทึกวีดีโอในการเผาศพลูกชายตั้งแต่ต้นจนจบ ประหนึ่งเหมือนเป็นการแสดง 



เพื่อนๆ ของฟาฮิมพยาบาลพูดคุยกับทางการอีกครั้งหนึ่งและเป็นครั้งสุดท้าย แต่ทางการกลับปฏิเสธ และเดินหน้าเผาศพเด็กทารก ฟาฮิมกลับบ้านมาพบภรรยาและลูกสาววัย 6 ขวบด้วยความโศรกเศร้า เขาบอกกับอาลีว่า เขาขอดุอา (อธิษฐานต่ออัลลอฮฺว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดกับเด็กๆ มุสลิมคนไหนอีกต่อไป



ฟาฮิมและภรรยาของเขาพยายามมีลูกคนที่ 2 เป็นเวลาถึง 6 ปี การที่ชัยคนมาอยู่กับเขาได้ 20 วันนับเป็นเวลาที่สุดแสนวิเศษยิ่ง



การเผาศพชัยค์เกิดขึ้น หลังจากที่ศาลสูงสุดปัดรับคำร้องที่ให้มีการฝังศพ แทนการบังคับเผาศพมุสลิมที่เสียชีวิตจากโควิด-19 แต่ศาลก็ไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลที่ปฏิเสธคำร้อง มุสลิมที่ส่งคำร้องไปแล้วถึง 12 ครั้ง ซึ่งทางรัฐบาลออกกฏหมายให้มีการบังคับให้เผาศพสำหรับผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ซึ่งทางมุสลิมบอกว่าเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการเลือกปฏิบัติตามหลักคำเชื่อทางศาสนาอิสลามที่มีกำหนดให้ฝังศพ



ทั้งนี้มีมุสลิมมากกว่า 15 ศพแล้วที่ถูกบังคับเผาศพ จากการเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 มีมุสลิมหลายคนที่เสียชีวิตโดยไม่ติดโควิด-19 แต่ทางโรงพยาบาลก็อ้างว่าเสียชีวิตจากติดโควิด แต่พอทางญาติมาขอตรวจซ้ำกลับมีผลเป็นลบ แต่ถูกทางโรงพยาบาลส่งไปเผาศพแล้ว



ทำให้ญาติประท้วงด้วยการทิ้งศพมุสลิมที่โรงพยาบาลอ้างว่าเสียชีวิตด้วยโควิด19 ไว้ที่ห้องเย็นของโรงพยาบาลอย่างน้อย 15 ราย ไม่ยอมไปเซ็น ไม่ยอมจ่ายเงินค่าเผาศพ บอกว่ารัฐบาลจะเอาศพไปทำอะไรก็เชิญตามสบาย 



จากการบังคับเผาศพด.อายุ 20 วันกลายเป็นประเด็นที่ ทำให้เกิดการลุกขึ้นมาประท้วงอย่างสันติทั่วศรีลังกา ด้วยการเริ่มไปผูกผ้าสีขาวหน้าที่รั้วของ Borella Crematorium ที่ใช้เป็นสถานที่บังคับเผาศพเด็ก แต่ผ่านไปไม่ถึงช..ทางการก็ไปแกะเอาผ้าสีขาวออก และยังมีการประท้วงในอังกฤษ เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับมุสลิมชาวศรีลังกาที่ถูกบังคับเผาศพจากการที่โรงพยาบาลอ้างว่ามุสลิมเสียชีวิตด้วยโรคโควิด19 



ล่าสุด รัฐบาลมัลดีฟส์ ได้ตอบรับรัฐบาลศรีลังกาที่มีการเจรจาในการส่งศพมุสลิมที่เสียชีวิตจากโรคโควิด ให้ไปฝังที่มัลดีฟ์แทน ซึ่งมุสลิมในศรีลังกาต่างพากันปฏิเสธเสียงแข็ง โดยเน้นย้ำว่า เราภาคภูมิใจในการเป็นมุสลิมชาวศรีลังกา เราเกิดที่นี่และเราต้องการที่จะถูกฝังศพที่บ้านเกิดของเรา




ที่มา


https://5pillarsuk.com/wp-json/5pukapi/post_detail?id=45439


https://economynext.com/mourning-dead-muslim-infant-who-was-cremated-76831/


https://www.aljazeera.com/news/2020/12/16/maldives-marginalising-sri-lanka-muslims-with-covid-burial-plan

Sunday, May 26, 2019

สื่อกระแสหลักกับโฆษณาชวนเชื่อจากการเสนอข่าวเหตุม็อบบุกโจมตีมุสลิมในศรีลังกา


มุสลิมถูกม็อบพุทธหัวรุนแรงชาวสิงหลฆ่าตายอย่างน้อย 3 คน ในปี 2014


สื่อกระแสหลักทั้งต่างประเทศและในไทยส่วนใหญ่ต่างเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุฝูงม็อบชาวพุทธสิงหลที่ก่อจลาจลบุกสังหาร ทำลายและปล้นสะดมพี่น้องมุสลิมใน 30 หมู่บ้านทางตอนตะวันตกเฉียงเหนือของศรีลังกาว่า เป็นการ ‘แก้แค้น’ หรือเป็นการ ‘เอาคืน’ ชาวมุสลิม (1) (2) (3) หลังจากที่กลุ่มไอสิสบุกโจมตีโบสถ์ 3 แห่งและโรงแรมอีก 3 แห่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 258 รายและบาดเจ็บเกือบ 500 คน


สื่อเหล่านี้ล้วนมีวาระซ่อนเร้นในการนำเสนอข่าวประเภทโฆษณาชวนเชื่อ โดย ‘เลือก’ ที่จะหลีกเลี่ยงเสนอข้อมูลความเป็นจริงในข่าวเดียวกันว่า มุสลิมในศรีลังกาตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มพุทธหัวรุนแรงชาวสิงหลมานานเกือบ 10 ปีแล้ว สื่อกระแสหลักต้องการสร้างความเป็นธรรมให้กับชาวพุทธสิงหลหัวรุนแรงว่าการบุกโจมตีมุสลิม ทำไปเพราะเป็นเพียงแค่การแก้แค้น เสมือนกับเป็นการโจมตีมุสลิมเป็น ‘ครั้งแรก’


แต่ความจริงก็คือ มุสลิมตกเป็นเป้าโจมตีจากพวกชาวพุทธสิงหลหัวรุนแรงเกือบ 10 ปีมาแล้ว ชาวมุสลิมมักถูกเลือกปฏิบัติและถูกทำร้ายร่างกาย ถูกต่อต้านโดยกลุ่มเครือข่ายพุทธชาตินิยมหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดด่าทออันก่อให้เกิดความเกลียดชัง การต่อต้านเครื่องหมายฮาลาล การคลุมฮิญาบ การคว่ำบาตรสินค้ามุสลิม การต่อต้านการค้าเนื้อวัว ต่อต้านการขยายหออะซาน (หอเชิญชวนให้ผู้คนมาทำละหมาดที่มัสยิด) บรรดากลุ่มพุทธสิงหลที่ต่อต้านอิสลามยังสร้างข่าวปลอมหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อยแต่กลับมีอำนาจมหาศาลในศรีลังกา มุสลิมพยายามเปลี่ยนพุทธให้เป็นมุสลิม มุสลิมร่ำรวยแต่ชาวพุทธสิงหลกลับยังเป็นคนยากจน พ่อครัวมุสลิมใส่ยาในอาหารทำให้ชาวพุทธสิงหลเป็นหมัน จนทำให้มัสยิด ธุรกิจ บ้านเรือนของมุสลิมตกเป็นเป้าโจมตี ถูกเผา ถูกก้อนหินขว้างปาใส่ มุสลิมถูกฆ่า (4)


ยกตัวอย่างเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2557 หรือปี 2014 (5 ปีมาแล้ว) มุสลิมอย่างน้อย 3 คนถูกสังหารและ 80 คนบาดเจ็บโดยถูกม็อบชาวพุทธสิงหลหัวรุนแรงรุมทำร้าย จากการที่กลุ่มโบดู บาลา เสนา (Bodu Bala Sena) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวพุทธที่ต่อต้านอิสลามในศรีลังกา ได้จัดชุมนุมประท้วงมุสลิมในเมืองอลุทกามา (Aluthgama) โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำการปราศรัยใช้ถ้อยคำปลุกปั่น ใส่ร้าย ด่าทอมุสลิมต่างๆ นานา หลังจากที่มีข่าวอ้างว่า มีวัยรุ่นมุสลิมหลายคนรุมทำร้ายพระสงฆ์เมื่อ 3 วันที่แล้ว (5) (6) จากนั้นกลุ่มประท้วงที่นำเดินพระสงฆ์หลายรูปได้เป็นผู้นำฝูงม็อบพาเดินขบวนไปยังบริเวณที่มุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ และเริ่มขว้างปาก้อนหินใส่มัสยิด ใช้ระเบิดขวดปาเข้าไปยังร้านค้า บ้านเรือน พร้อมกับทำร้าย และปล้นสะดมทรัพย์สินของชาวมุสลิม จนทำให้มุสลิม 4,000 คนต้องพากันไปหลบในมัสยิด และมีมุสลิมอีก 500 คนหลบอยู่ในสถาบันสอนศาสนาอิสลาม (7) ส่งผลให้ร้านค้ากว่าพันแห่งที่เจ้าของร้านเป็นมุสลิมร่วมกันปิดทำการตลอดทั้งวันในกรุงโคลัมโบในวันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2557 เพื่อเป็นการประท้วงที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ละเลยหน้าที่ในการปกป้องชนกลุ่มน้อยที่มุสลิมมีแค่ประมาณ 10 เปอร์เซนต์ โดยปล่อยให้ม็อบชาวพุทธสิงหลซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ (ประมาณ 75 เปอร์เซนต์) สังหาร ทำร้ายและเผาทำลายทรัพย์สินของชาวมุสลิม (8) เหมือนอย่างในเหตุโจมตีมุสลิมครั้งใหญ่ในครั้งล่าสุด



ข้อมูลอ้างอิง:
1. ศรีลังกา 15 พ.ค.-สถานการณ์ในศรีลังกาวุ่นวายอย่างหนัก หลังเกิดเหตุม็อบบุกทำลายมัสยิด บ้านเรือน และร้านค้าของชาวมุสลิม เพื่อแก้แค้นเหตุการณ์โจมตีครั้งใหญ่เมื่อเดือนที่แล้ว - สำนักข่าวไทย https://tna.mcot.net/view/rwjODqI
2. มติชน -https://www.matichon.co.th/foreign/news_1495259
3. ศรีลังกาป่วน ม็อบบุกเผาบ้านมุสลิม-มัสยิด ระบายแค้น – Line Today https://today.line.me/…/ศรีลังกาป่วน+ม็อบบุกเผาบ้านมุสลิม+ม…
4. ถอดบทเรียนวินาศกรรมศรีลังกา: ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ กระแสต่อต้านอิสลาม และการก่อการร้ายระหว่างประเทศ: ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์
https://thestandard.co/sri-lanka-global-conflict-with-isla…/
5.https://edition.cnn.com/…/sri-lanka-aluthgama-vi…/index.html
6. https://www.aljazeera.com/…/muslims-killed-sri-lanka-mob-at…
7. http://minorityvoices.org/news.php/en/1665/
8. https://www.washingtonexaminer.com/muslims-close-shops-to-p…

Monday, May 20, 2019

ทหารศรีลังการ่วมกับม็อบพุทธชาวสิงหลสุดโต่งโจมตีมัสยิด



ผู้สื่อข่าวเพื่อประชาธิปไตยในศรีลังกาได้ปล่อยคลิปจากกล้องวงจรปิด CCTV เผยให้เห็นทหารและตำรวจอย่างน้อย 4 นายเข้าร่วมกับฝูงม็อบพุทธสุดโต่ง โจมตีมัสยิดมูฮิดดีนญุมอะฮ์ ในThummodara วันจันทร์ที่ 13 พ.ค. 2019 ขณะที่รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว และไม่ปรากฏในคลิปให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารมีการจับกุมคนในม็อบที่โจมตีมัสยิดแต่อย่างใด
ที่มาของคลิปและข้อมูล: ทวิตเตอร์ @JDSLanka

Sunday, May 19, 2019

ม็อบจลาจลพุทธสุดโต่งชาวสิงหลใช้มีดดาบรุมฟันมุสลิมตายคาร้านในเดือนเราะมาฎอน




ม็อบจลาจลที่เป็นชาวพุทธสุดโต่งชาวสิงหลบุกโจมตีร้านค้าช่างร้านรุมฟันนายมูฮัมหมัด อามิรฺ เซลลี่ วัย 42 ปี เจ้าของร้านช่างจนเสียชีวิตคาร้าน เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พ.ค. 2019 มุสลิมอีกคนที่เสียชีวิต แต่สื่อกระแสหลักทั่วไปไม่ได้รายงานข่าวก็คือคือนายไฟซ้อล ฮามิด ภายใน 48 ช.ม.นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค. 2019 ฝูงม็อบหลายพันคนบุกโจมตี จุดไฟเผา ปล้นสะดม และทำลายมัสยิด 9 แห่ง ธุรกิจร้านค้ามุสลิมหลายร้อยแห่ง และ 30 หมู่บ้าน ในทางตะวันตกเฉียงเหนือที่ห่างจากเมืองหลวงโคลัมโบของประเทศศรีลังกาไปประมาณ 100 กม. เหตุม็อบจลาจลเริ่มจาก 2 เหตุการณ์ในวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค. 2019 – 1. ชายมุสลิมชื่อนายอับดุลฮามีด มูฮัมหมัด วัย 38 ปี เป็นพนักงานขายของที่อาศัยอยู่ในซิลอว์ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบ ซึ่งมีชาวคริสเตียนอาศัยเป็นส่วนใหญ่ ได้โพสต์ทางเฟสบุ๊กส์มีข้อความว่า “อย่าหัวเราะให้มากนัก พรุ่งนี้คุณอาจจะร้องไห้ก็ได้” ประกอบกับมีบาทหลวงคนหนึ่งได้ส่งข้อความไปยังมือถือของชาวคริสต์ว่า จะมีพวกมุสลิมสุดโต่งมาโจมตีโบสถ์อีก ทำให้ชาวคริสต์ตีความไปเองว่า มุสลิมกำลังข่มขู่ที่จะทำร้ายชาวคริสต์ ภายในวันเดียวกัน มีกลุ่มม็อบชาวคริสต์รุมทำร้ายชายมุสลิมคนหนึ่ง และฝูงม็อบเริ่มทำลาย ขว้างปาก้อนหินใส่มัสยิด และร้านค้าของชาวมุสลิม 2. กลุ่มพุทธสุดโต่งซึ่งรวมพระหลายรูปประมาณ 150 – 200 คน ถือมีดดาบและกระบอง บุกเข้าไปในมัสยิดอับรา ในเมือง Kiniyama ด้วยการสั่งให้คนในมัสยิดเปิดมัสยิดให้พวกเขาเข้าตรวจค้นหาอาวุธ โดยอ้างว่ามุสลิมซ่อนอาวุธเอาไว้ในมัสยิด หลังจากที่ทหารเข้าตรวจสอบแม่น้ำข้างมัสยิด หลังจากมุสลิมที่อยู่ในมัสยิดบอกให้พวกเขากลับไป ด้วยการโทรเรียกตำรวจ หลังจากนั้นม็อบฝูงใหญ่จำนวน 1,300 คนที่เป็นพุทธสุดโต่งกลับมาที่มัสยิดอีกครั้ง มุสลิมที่อยู่ในมัสยิดบอกให้ตำรวจยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ตำรวจกลับไม่ทำอะไรและอ้างว่า คนพวกนี้ต้องการค้นหาอาวุธในมัสยิด พวกพุทธสุดโต่งจึงเริ่มเปิดฉากทำลายทุกๆ อย่างที่อยู่ในมัสยิดไม่ว่าจะเป็นกระจก ประตู พัดลม ปาและเหยียบคัมภีร์กุรอาน ปัสสาวะใส่บ่อน้ำที่มุสลิมสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นที่อาบน้ำละหมาด แม้กระทั่ง จะมีการเคอร์ฟิวส์ตั้งแต่วันจันทร์-วันอังคาร พวกม็อบพุทธสุดโต่งยังคงตะเวนไปตามหมู่บ้านจุดไฟเผา ทำลายมัสยิด ธุรกิจ บ้านเรือนของมุสลิมอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมาย มีรายงานจากคนในพื้นที่และสื่อท้องถิ่นว่า ตำรวจและทหารบางส่วนมีร่วมมือกับฝูงม็อบด้วยเช่นกัน และในเวลาเดียวกัน รัฐบาลสั่งให้หน่วยงานโทรคมนาคม ให้บล็อกเฟซบุ๊ก วอทส์แอป ยูทูบและอินสตาแกรม เพื่อป้องกันการแพร่เนื้อหาปลุกปั่นความรุนแรง ตำรวจจับกุมตัวนายอับดุลฮามีด มูฮัมหมัด วัย 38 ปีที่โพสต์เฟสบุ๊กส์ และจับกุมพุทธสุดโต่งที่ร่วมในม็อบจลาจลได้มากกว่า 70 คนรวมถึงผู้นำของกลุ่มชาวพุทธสุดโต่ง 3 คน นายAmith Weerasinghe นายDan Priyasad และ นาย Namal Kumara ซึ่งเป็นหัวหอกของพวกพุทธสุดโต่งในการนำฝูงม็อบทำลาย เผามัสยิด บ้านเรือน ร้านค้า ของมุสลิมในเมือง Kandy ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว เมื่อเดือนมี.ค. ปีที่แล้ว นาย Navin Dissanayake รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูก แถลงการณ์ว่า “พวกฝูงม็อบเป็นพวกโจรที่มีผู้อยู่เบื้องหลังจัดตั้งขึ้นมา โดยมีการนำฝูงม็อบที่อาศัยนอกพื้นเข้ามาก่อจลาจลในพื้นที่เหล่านี้ เรามีหลักฐานยืนยันทุกอย่าง และเราจะจัดการพวกนี้ให้ถึงที่สุด” เหตุจลาจลใหญ่ที่พุ่งเป้าไปยังมุสลิมในครั้งนี้ เกิดขึ้น 3 อาทิตย์ หลังจากสมาชิกของกลุ่มไอสิสโจมตีโบสถ์ 3 แห่ง และโรงแรมหรูอีก 3 แห่งในวันอีสเตอร์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 258 คน และบาดเจ็บอีกเกือบ 500 มุสลิมตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มพุทธสุดโต่งมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี 1915 (104 ปีมาแล้ว) และเมื่อปีที่แล้ว กลุ่มชาวพุทธบางกลุ่มกล่าวหาชาวมุสลิมว่า กำลังบีบบังคับชาวศรีลังกาที่นับถือพุทธ ให้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ทำให้กลุ่มพุทธสุดโต่งบุกเผามัสยิด บ้านเรือน ร้านค้ามุสลิมจำนวนมากที่เมือง Kandy ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของต่างชาติ ทำให้รัฐบาลสั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศเป็นเวลา 10 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 61 ที่มา – คลิปวีดีโอ: DOAM https://www.wsj.com/articles/buddhist... https://www.aljazeera.com/news/asia-p... https://www.independent.co.uk/news/wo... https://www.bbc.com/news/world-asia-4... https://www.washingtonpost.com/opinio... https://www.thairath.co.th/news/forei...

Monday, November 20, 2017

เหตุปะทะระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในศรีลังกา เกิดจากการโพสต์ข่าวปลอมของชาวพุทธในโลกโซเชียลมีเดีย



เหตุเริ่มจากจากการทะเลาะกันระหว่างหญิงมุสลิมคนหนึ่งกับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์ที่เป็นชาวพุทธเมื่อวันพฤหัสที่ 16 พ.ย. ในเมืองกินโตตา จังหวัดกอลล์ จนทำให้มีเหตุการณ์บานปลายลามไปถึงมีการปะทะกันระหว่างชนสิงหลที่นับถือศาสนาพุทธกับชาวมุสลิมซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในศรีลังกา ในวันศุกร์ที่ 17 ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 5 คนถูกนำตัวส่งไปที่โรงพยาบาล และมีทั้งบ้านเรือน ร้านค้าเกือบ 90 หลัง รถยนต์อีกหลายคัน รวมทั้งมัสยิดอย่างน้อย 1 หลังได้รับความเสียหาย


ทั้งทหารบกและทหารเรือถูกเรียกตัวไปเสริมกำลังกับตำรวจประจำท้องถิ่น รัฐบาลได้สั่งประกาศเคอร์ฟิวห้ามผู้คนออกจากบ้านตลอดคืนวันเสาร์ เพื่อเป็นการควบคุมสถานการณ์ และยกเลิกคำสั่งตอนเช้าของวันอาทิตย์


ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาไว้ทั้งหมด 19 คน และกล่าวว่าเหตุปะทะเกิดจากการแชร์ข่าวปลอมบนโลกโซเชียลมีเดีย และหนึ่งในผู้ต้องหาคือหญิงชาวพุทธที่โพสต์ข่าวปลอมว่า มีชาวมุสลิมหลายคนกำลังรวมตัวกันเพื่อไปเผาทำลายวัดของชาวพุทธ  “เราตัดสินใจจับกุมพวกที่ไปโพสต์ข่าวปลอมในโลกโซเชียลมีเดีย” ตำรวจกล่าว


นายซากาลา รัตนายก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรักษากฏหมายและความสงบเรียบร้อย ชี้ว่าเหตุการณ์จราจลที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นความพยายามที่ล้มเหลวของนักเคลื่อนไหวที่ต่อต้านรัฐบาลและต้องการสร้างความรุนแรงทางศาสนาที่มุ่งเน้นให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย


รัฐมนตรีมหาดไทย วาจิระ อาเบย์วาร์เดนา แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า กำลังทหารและตำรวจจะยังคงเฝ้ารักษาการณ์ในเมืองนี้ต่อไป จนกว่าความสงบเรียบร้อยจะกลับคืนมา และทางรัฐจะมีการชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ ให้


เคยเกิดเหตุรุนแรงระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมในเดือนมิถุนายน 2014 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากการยั่วยุให้ปะทะกันโดยพวกกลุ่มชาวพุทธสุดโต่งกลุ่มหนึ่ง โดยกำลังถูกพิจารณาคดีอยู่ในศาลด้วยข้อหายุยงให้เกิดความขัดแย้งทางศาสนา


มีมุสลิมในศรีลังกา 10 เปอร์เซ็นต์ จากประชากรทั้งหมด 21 ล้านคน มุสลิมถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีขนาดใหญ่รองจากชาวทมิฬ และมีประชากรชาวสิงหลที่เป็นชาวพุทธ75%


ที่มาของข้อมูล -


 🎬 ข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
พระสงฆ์และชาวพุทธสายสุดโต่งศรีลังกา บุกเซฟเฮาส์ยูเอ็นเพื่อขับไล่ชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยอยู่ชั่วคราว
https://www.facebook.com/muslim.aof/posts/1737728286521552

“ปทท.ไทย อีก 3 เดือนเราเจอกัน” ทหารยิวโพสต์ในอินสตาแกรม

  ทหารอิสราเอลโพสต์รูปเซลฟี่ในอินสตาแกรม ที่ถ่ายหน้าบ้านของเศรษฐีในกาซ่าที่พวกมันจุดไฟเผา ในพื้นที่มูซาเบะฮ์ ตอนเหนือของราฟะฮ์ พร้อมแคปชั่น ...