Showing posts with label สหรัฐอเมริกา. Show all posts
Showing posts with label สหรัฐอเมริกา. Show all posts

Sunday, April 26, 2020

รัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ อนุญาตให้มัสยิดมีการอาซาน 5 เวลาในช่วงเดือนเราะมาฎอนเป็นครั้งแรก



นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐมินนิโซตา ที่ทางรัฐได้มีการอนุญาตให้ทางมัสยิดอาซานทั้ง 5 เวลาในช่วงเดือนเราะมาฎอน


นายเจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีของเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ ได้มีการอนุญาตให้มัสยิดสามารถออกอากาศเสียงอาซานได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐ เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในช่วงเดือนเราะมาฎอนภายใต้สภาวะวิกฤตโควิด-19


ในคลิปวีดีโอ ชัยคฺอับดิสลาม อะดาน ประธานของ Islamic Civic Society of America ได้อาซานออกอากาศบนดาดฟ้าของมัสยิดดาร์ อัล-ฮิจเราะฮฺ ใน Cedar Riverside neighborhood เมืองมินนีแอโพลิส โดยมีการเริ่มอาซานในช่วงเวลาเริ่มเข้าเวลาละหมาดมักริบของวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา ซึ่งทางเมืองอนุญาตให้มีการอาซาน 5 เวลาทั้งเดือนเราะมาฎอน ซึ่งปกติทางเมืองจะอนุญาตให้มีการอาซานได้ภายในมัสยิดเท่านั้น


ในตอนท้ายของเสียงอาซาน (ซึ่งไม่ปรากฎในคลิปวีดีโอนี้) ชัยคฺอับดิสลาม ได้มีการประกาศหลายภาษา รวมทั้งเป็นภาษาอังกฤษว่า ให้มุสลิมร่วมใจกันให้ความร่วมมือกับทางรัฐในการละหมาด และละศีลอดที่บ้านแทนการมามัสยิด เพราะมัสยิดปิดเป็นการชั่วคราวในช่วงวิกฤตโควิด-19



ที่มา –
https://www.startribune.com/loudspeaker-calls-to-prayer…/…/…
ทวิตเตอร์: Mukhtar M. Ibrahim


คลิปวีดีโอ (2/2): 
https://www.youtube.com/watch?v=1wq4Tg_cE-0&feature=youtu.be




Sunday, April 28, 2019

ชายตั้งใจขับรถพุ่งชนกลุ่มคนที่ข้ามถนน เพราะคิดว่าพวกเขาเป็นมุสลิม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 8 คน


นายอิไซอาห์ โจเอล พิเพิ่ลส์ Isaiah Joel Peoples อดีตทหารผ่านศึกจากสงครามอิรักวัย 34 ปี ตั้งใจขับรถพุ่งชนกลุ่มคนที่กำลังเดินข้ามถนนบนทางม้าลายในซันนี่เวลล์ แคลิฟอร์เนีย เพราะเข้าใจว่ามีชาวมุสลิมอยู่ด้วยในกลุ่มคนข้ามถนน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา


ก่อนที่นายพิเพิ่ลส์ขับรถพุ่งชนคนข้ามถนน เขาได้แวะไปรับอาหาร และกำลังขับรถมุ่งหน้าเอาอาหารไปแบ่งปันกับคนในกลุ่มที่เขากำลังเดินทางไปศึกษาคัมภีร์ไบเบิลด้วย 


พยานผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนต่างเล่าว่า นายพิเพิ่ลส์ได้ขับรถมาด้วยความเร็วก่อนที่จะพุ่งชนเหยื่อที่กำลังข้ามถนนอยู่บนทางม้าลาย


หลังจากชนเสร็จนายพิเพิ่ลส์ ก็ออกมาจากรถเก๋งและพูดซ้ำ ๆ ว่า ‘ผมรักพระเยซู ขอบคุณพระเยซู และสรรเสริญพระเยซู’ ก่อนที่ตำรวจจะมาที่เกิดเหตุ และจับกุมตัว” พยานผู้เห็นเหตุการณ์กล่าว ตำรวจพบปืนที่ไร้กระสุนวางที่กระโปรงท้ายรถโตโยต้า โคโรร่า ปี 2010 ที่เขาใช้ขับชน


ตอนนี้ตำรวจกำลังจะทำการเพิ่มข้อหาการใช้รถพุ่งชนผู้คนว่าเป็นอาชญกรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง โดยตำรวจเชื่อว่านายพิเพิ่ลส์ พุ่งเป้าเจาะจงชนครอบครัวที่มีลักษณะรูปร่างหน้าตาที่ดูเป็นชาวเอเชียใต้ และคิดว่าพวกเขาเป็นชาวมุสลิม ซึ่ง 3 คนที่เป็นบิดา ลูกสาววัย 13 ปี และลูกชายอายุ 9 ขวบ อยู่ในจำนวน 8 คน ที่ได้รับบาดเจ็บ 


“หลักฐานใหม่แสดงให้เห็นว่า จำเลยได้มีการจงใจพุ่งเป้าหมายที่เหยื่อที่มุ่งเน้นไปที่เชื้อชาติของพวกเขา และเขาเชื่อว่าเหยื่อเหล่านั้นเป็นชนชาติที่นับถือศาสนาอิสลาม” Phan Ngo หัวหน้าตำรวจประจำซันนี่เวลล์กล่าวในวันศุกร์ (26/04) กล่าว


เด็กหญิงวัย 13 ปี เป็นหนึ่งใน 4 คนที่บาดเจ็บสาหัส มีอาการหนักสุดขั้นโคม่า สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง อีก 3 คนเป็นหญิงวัย 32 ปี และชายสองคนและหนึ่งในนั้นเป็นบิดาของเด็กหญิงที่บาดเจ็บสาหัส ส่วนที่เหลือได้รับการรักษาตัวและออกจากโรงพยาบาลแล้ว


ทางการไม่ได้ออกมาระบุถึงศาสนาของเหยื่อที่ถูกขับรถพุ่งชนแต่อย่างใด


นายพิเพิ่ลส์ได้ถูกนำตัวขึ้นศาลในวันศุกร์ 26/04 ที่ผ่านมา โดยถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า 8 กระทง ซึ่งอาจถูกจำคุกตลอดชีวิตได้ และศาลพิจารณาไม่เห็นมีการประกันตัว


ทางด้านทนายของพิเพิ่ลส์ กล่าวแย้งว่า ลูกความของเขาขับรถชนโดยไม่ได้มีการไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้า และเขาทำไปเพราะมีความผิดปกติทางจิต 


ด้านแม่ของเขา นาง Leevell Peoples กล่าวว่าลูกชายของเธอเคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจาก Post – Traumatric Stress Disorder =PTSD (สภาวะป่วยทางจิตใจเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง) ในปี 2015 ส่วนทางตำรวจเองก็มีการยืนยันว่านายพิเพิ่ลส์ไม่เคยมีประวัติอาชญกรรมมาก่อน และจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมถึงกรณีที่มีรายงานว่าเขาเป็นโรค PTSD 


Ngo หัวหน้าตำรวจ กล่าวว่า พิเพิ่ลส์ไม่ได้แสดงท่าทีดูผิดปกติ และมีสีหน้าที่ไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดแต่อย่างใด หลังจากที่เขาเหยียบคันเร่งขับรถพุ่งชนกลุ่มคนที่ข้ามถนนก่อนที่รถจะพุ่งชนต้นไม้ 


นอกจากนี้แล้ว เขายังยอมรับกับผู้สอบสวนอีกหลายคนว่า เขาได้จงใจขับรถพุ่งเข้าชนกลุ่มคนที่มีทั้งชาย หญิงและเด็กๆ 



ที่มา – 
https://www.mercurynews.com/2019/04/26/teen-girl-clings-to-life-as-sunnyvale-crash-driver-set-for-arraignment/
https://www.latimes.com/local/lanow/la-me-ln-isiah-peoples-sunnyvale-crash-crowd-muslim-20190426-story.html
http://time.com/5579080/sunnyvale-car-crash-deliberate-muslim/
https://www.nytimes.com/aponline/2019/04/26/us/ap-us-car-hits-pedestrians.html 
https://www.chicagotribune.com/news/nationworld/ct-california-pedestrians-hit-20190426-story.html

Saturday, May 20, 2017

ทหารเรือผ่านศึกขับรถเก๋งพุ่งชนผู้คนที่เดินอยู่ในย่านไทม์สแควร์ ตาย1-เจ็บอย่างน้อย10


สหรัฐฯ - เกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนผู้คนที่เดินในบริเวณย่านไทม์สแควร์นครนิวยอร์ก ของสหรัฐส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต1 คน และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 คน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า คนขับได้ขับรถเก๋งด้วยความเร็วสูงพุ่งขึ้นไปบนทางเท้าที่อยู่ระหว่างถนนหมายเลข 7 และถนนหมายเลข 45 ในย่านไทม์สแควร์ ที่มีนักท่องเที่ยวและผู้คนพลุกพล่าน เมื่อวันพฤหัสบดี (18พ.ค.)จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย10 คน แต่ตำรวจระบุว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

ด้านสำนักงานตำรวจนิวยอร์ก แถลงว่า ขณะนี้ตำรวจสามารถควบคุมตัวคนขับได้แล้ว และปิดการสัญจรในพื้นที่เกิดเหตุ ส่วนหน่วยดับเพลิงนิวยอร์กแถลงว่า ผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 13 คนได้รับการปฐมพยาบาลในจุดเกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นในสหรัฐ รายงานว่า เหตุการณ์นี้เพิ่มความตื่นตระหนกแก่ชาวอเมริกันอย่างมาก หลังจากเมื่อไม่นานมานี้ เกิดเหตุรถร้ายขับรถพุ่งชนผู้คนทั้งในลอนดอน เบอร์ลินและเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส

ขณะที่ นายเจมส์ โอนีลล์ ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก เผยว่า คนขับที่ถูกควบคุมตัวไว้ได้คือนายริชาร์ด โรฮาส ทหารเรือผ่านศึก วัย 26 ปี ส่วนนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก บอกว่าไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นพฤติกรรมของก่อการร้ายและคนขับเคยถูกจับฐานเมาแล้วขับมาแล้ว 2 ครั้ง

ด้านนายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว ทวีตข้อความระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในย่านไทม์สแควร์ในวันนี้แล้ว ส่วนนายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และนายบิล เดบลาซิโอ นายกเทศมนตรีกรุงนิวยอร์ก ก็เดินทางเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) กำลังทำงานร่วมกับกรมตำรวจนิวยอร์กเพื่อสอบสวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และจากรายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายแต่อย่างใด


ข้อมูลข่าว - 
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/755523

Sunday, April 2, 2017

💔 ชีวิตของเด็กๆ ชาวซีเรีย



นี่คือชีวิตประจำวันของเด็กๆ ชาวซีเรีย ที่ต้องสังเวยชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของรัฐบาลของพวกเขาเองคือรัฐบาลซีเรีย รัฐบาลรัสเซียที่เป็นพันธมิตรกับซีเรีย และตอนนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ที่เข้ามามีบทบาทในการเข่นฆ่าพี่น้องซีเรียมากยิ่งขึ้น

เครดิตวีดีโอ - Muslims Are Not Terrorists

Tuesday, January 31, 2017

มุสลิมได้ถูกอนุญาตให้ทำการอาซานในโบสถ์แห่งหนึ่งที่บอสตัน



มุสลิมได้ถูกอนุญาตให้ทำการอาซานในโบสถ์แห่งหนึ่งที่บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ระหว่างการชุนนุมประท้วง หลังประธานาธิบดีทรัมป์แบนประชาชน 7 ประเทศมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ

มุสลิมอาซานระหว่างการชุนนุมประท้วงที่ลอนดอน อังกฤษ



มุสลิมอาซานระหว่างการชุนนุมประท้วงที่ลอนดอน อังกฤษ หลังประธานาธิบดีทรัมป์แบนประชาชน 7 ประเทศมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ


เราจะสังเกตุเห็นได้ว่ามีชาวต่างศาสนิกจำนวนมากที่เข้าร่วมประท้วงยืนฟังเสียงอาซานอย่างสงบเรียบร้อย พร้อมปรบมือชื่นชอบหลังจากจบการอาซาน

Saturday, January 28, 2017

ชาวอเมริกันจำนวนมากแห่ประท้วงที่สนามบินนานาชาติทั่วสหรัฐฯ หลังจากมุสลิมจาก 7 ประเทศที่ถูกทรัมป์แบน ถูกกักตัวที่สนามบิน

29/01/2017

หลังจากโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เซ็นลงนามเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2017 โดยมีคำสั่งห้ามพลเรือนจาก 7 ประเทศมุสลิม ได้แก่อิรัก, ซีเรีย, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซูดาน เยเมน และอิหร่าน เข้าสหรัฐฯ เป็นเวลาอย่างน้อย 120 วัน ซึ่งทรัมป์ได้เน้นย้ำว่ามาตรการนี้จะปกป้องชาวอเมริกันให้ปลอดภัยจากการภัยก่อการร้าย


ปรากฏว่ามีชาวอเมริกันจำนวนมากแห่กันมาที่สนามบินนานาชาติต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ เพื่อประท้วงต่อต้านคำสั่งทรัมป์ และเพื่อเป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับมุสลิมทั้ง 7 ประเทศที่ถูกแบน เมื่อพวกเขาทราบว่ามีผู้โดยสารที่มาจาก 7 ประเทศดังกล่าวมากกว่า 100 คน ถูกกักตัวที่สนามบินไม่ว่าจะเป็นที่สนามบินจอห์น เอฟ แคนาดี้ และสนามบินนานาชาติอื่นๆ ทั่วสหรัฐฯ 


ผู้ที่มาประท้วงกล่าวว่า พวกเขาจะไม่ออกจากสนามบิน จนกว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะปล่อยตัวมุสลิมที่ถูกกักตัวที่สนามบินทั้งหมดออกมาเสียก่อน


ผลกระทบจากคำสั่งแบนได้เกิดขึ้นทันที เมื่อสายการบินหลายๆ แห่งของตะวันออกกลางเช่น เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มกราคม สายการบินอียิปต์ แอร์ ห้ามผู้โดยสารชาวอิรัก 5 คน และชายเยเมน 1 คน ขึ้นเครื่องจากกรุงไคโรมายังนิวยอร์ก

มิใช่แค่ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพที่ถูกแบนห้ามเข้าสหรัฐฯ แต่รวมทั้งผู้เข้าประเทศสหรัฐฯ ที่มีวีซ่าถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ เด็กนักเรียนต่างชาติ นักท่องเที่ยว ที่มาจาก 7 ประเทศดังกล่าว แม้กระทั่งพลเรือนที่ถือกรีนการ์ดในประเทศสหรัฐฯ จาก 7 ประเทศที่ถูกแบนจะถูกเช็คประวัติโดยละเอียดเสียก่อน


คำสั่งทรัมป์ ได้ควบคุมไปถึงผู้ถือพาสปอร์ตจากประเทศออสเตรเลีย และประเทศตะวันตกต่างๆ ที่ผู้ถือพาสปอร์ตถือสองสัญชาติหรือเกิดในประเทศที่ถูกแบนทั้ง 7 ประเทศ

ที่มา -
https://www.nytimes.com/…/refugees-detained-at-us-airports-…
http://www.abc.net.au/…/us-green-card-holders-donal…/8220838
ทวิตเตอร์ –
ผู้ประท้วงชาวอเมริกันจำนวนมากรวมตัวกันที่สนามบินนานาชาติ จอห์น เอฟ แคนาดี้ ในนิวยอร์ค

Friday, November 11, 2016

อเมริกาแตกแยกหนักประท้วงเดือดเป็นวันที่ 2 แล้วที่ 'ไม่เอาทรัมป์'

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:39 น.












หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันชนะเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ชาวอเมริกันหลายพันคนในหลายเมืองใหญ่ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครต ได้ออกมาชุมนุมประท้วงทันทีและต่อเนื่องจนถึงวันที่ 9 พ.ย. เนื่องจากไม่ยอมรับในตัวทรัมป์ที่มีแนวนโยบายเหยียดชาติพันธุ์ ต่อต้านมุสลิม และนโยบายการปิดรับผู้อพยพ ซึ่งรวมถึงการสร้างกำแพงชายแดนเม็กซิโก จนกลายเป็นกระแสความวิตกว่าสหรัฐกำลังเผชิญความแตกแยกครั้งใหญ่ที่ยากต่อการสมานรอยร้าว


รอยเตอร์ส รายงานว่า ผู้ประท้วงหลายพันคนเดินทางไปยังอาคารทรัมป์ทาวเวอร์ นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่จัดเวทีประกาศชัยชนะของทรัมป์ โดยผู้ประท้วงถือป้ายแสดงความไม่พอใจและตะโกน "(ทรัมป์) ไม่ใช่ประธานาธิบดีของเรา" ขณะที่ในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ประท้วงราว 6,000 คน ปิดการจราจรและขว้างสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงเผาถังขยะใจกลางสี่แยก ทุบกระจกห้างร้าน และจุดพลุไฟ


นอกจากนี้ การประท้วงยังเกิดขึ้นในนครชิคาโก เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน และเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ซึ่งมีรายงานว่ามีผู้ถูกยิง 5 ราย ใกล้กับการประท้วงในซีแอตเติล แต่ตำรวจระบุว่าไม่เกี่ยวกับการประท้วงต่อต้านทรัมป์


อ่านข่าวทั้งหมดได้ที่ -
http://www.posttoday.com/analysis/world/464694
วีดีโอ - 
News ประท้วง "ทรัมป์" ลามทั่วสหรัฐ ช่อง NOW26

Wednesday, November 9, 2016

โดนัล ทรัมป์ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ พร้อมปราศรัยว่าอเมริกาต้องสมานบาดแผลจากความแตกแยก


โดนัล ทรัมป์ มหาเศรษฐีจากรัฐนิวยอร์ค วัย 70 ปี ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯคนที่ 45 เอาชนะฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตด้วยคะแนนเสียง 276 ต่อ 218


ฮิลารี ไม่ได้ออกมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชนเพื่อกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนพรรคเดโมเครต เพียงแต่โทรหาทรัมป์เพื่อแสดงความยินดี ทรัมป์ได้กล่าวปราศรัยบนเวทีเพื่อขอบคุณผู้สนับสนุนโดยสัญญาว่าเขาจะเป็นประธานาธิบดีของชาวอเมริกันทุกๆ คน “ถึงเวลาแล้วที่อเมริกาต้องสมานบาดแผลจากความแตกแยก เราต้องมาร่วมมือกันระหว่างผู้สนับสนุนพรรคลิพับบริกัน ผู้สนับสนุนพรรคเดโมเครตและพรรคเสรี ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว”


ก่อนหน้านี้โดนัล ทรัมป์ได้ปราศรัยโจมตีมุสลิมระหว่างการหาเสียง โดยได้ประกาศว่า ทรัมป์มีข้อเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ จนกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถหาข้อยุติหยุดการก่อการร้ายที่ชาวมุสลิมก่อในสหรัฐฯ ได้เสียก่อน แต่ทรัมป์กลับไม่เคยกล่าวปราศรัยโจมตีกลุ่มติดอาวุธพวกนิยมผิวขาว white supremacist สุดโต่ง ที่สนับสนุนทรัมป์ ที่คอยข่มขู่ เผามัสยิด ทำร้ายและสังหารมุสลิม และคนผิวสีแต่อย่างใด


คนผิวขาวส่วนมากพากันสนับสนุนทรัมป์ โดยเฉพาะพวก white supremacist ที่คิดว่าคนผิวขาวเหนือกว่าคนผิวสีอื่นๆ ปัญหาของความเกลียดชังของประชาชนในสหรัฐฯ ระหว่างผิวสีไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมา แต่มันเกิดขึ้นมานานแล้ว ในช่วงประมาณ 15 ปีมุสลิมในสหรัฐฯ กลายเป็นเหยื่อของความเกลียดชังทางศาสนา ถูกพุ่งเป้าโจมตีมากขึ้น ช่วงการหาเสียงของทรัมป์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ปราศรัยโจมตีชาวมุสลิม และชาวเม็กซิโก เป็นการเปิดไฟเขียวอย่างเป็นทางการให้พวก white Supremacist โดยเฉพาะกลุ่มที่นิยมความรุนแรงให้ด่าทอ ทำร้ายมุสลิม และเผามัสยิด เผาศูนย์เรียนศาสนาอิสลามมากขึ้น คนผิวสีเองก็ถูกคนผิวขาวด่าทอ และถึงกับเผาโบสถ์คนผิวสีที่มีอายุนับร้อยปี พร้อมพ่นฝาพนังให้เลือกทรัมป์ ซึ่งเหตุเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ


ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ที่แสดงถึงความเกลียดชังจากผู้สนับสนุนทรัมป์ที่มีต่อมุสลิมและชาวผิวสีในสหรัฐฯ ก็คือ นักข่าวอิสระที่รายงานข่าวกีฬา โพสต์ในทวิตเตอร์ส่วนตัวภายใต้ชื่อ Simon Rowntree เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 59 ว่า “ผมอยู่ในฝูงชนที่สนับสนุนทรัมป์ในแมนฮัตตัน และผู้สนับสนุนหลายพันคนต่างตะโกนออกมาดังๆ ว่า ‘เราเกลียดพวกมุสลิม เราเกลียดคนผิวสี เราต้องการประเทศของเรากลับคืนมา’ น่าเกลียดจริงๆ”


ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีที่จะคอยสมานแผลของความแตกแยกในสังคมสหรัฐฯ แต่ทรัมป์จะทำให้กลายเป็นแผลที่เน่าเหวอะหวะ และอาจจะกลายเป็นแผลร้ายที่ไม่สามารถรักษาเยียวยาได้ อีกต่อไป


ข้อมูลคำปราศรัยของทรัมป์ –
Donald Trump wins: President-elect vows to unite America after most divisive campaign in US history
http://www.independent.co.uk/…/donald-trump-president-wins-…

Friday, November 4, 2016

💔 กองกำลังนาโต้โจมตีทางอากาศสังหารประชาชนมากกว่า 30 คนในอัฟกานิสถาน



กองกำลังนาโต้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทิ้งระเบิดใส่คุนดุซ ประชาชนเสียชีวิตมากกว่า 30 บาดเจ็บอย่างน้อย 25 คนเพื่อแก้แค้นตอลิบันที่สังหารทหารอเมริกัน 2 นาย

เจ้าหน้าที่อัฟกานิสถานกล่าวว่า กองกำลังนาโต้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ สังหารประชาชนชาวอัฟกานิสถานไปอย่างน้อย 30 คนรวมทั้งผู้หญิง เด็กเล็ก และทารกที่มีอายุน้อยที่สุดเพียงแค่ 3 เดือนในจังหวัดคุนดุซ Kunduz

เหตุปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองกำลังนาโต้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสที่ 3 พฤจิกายน 2559 โดยผู้สื่อข่าวอัลญะซีเราะฮฺอับดุลลอฮฺ ชะฮูด Abdullah Shahood รายงานข่าวจากกรุงคาบูลว่า หน่วยคอมมานโดอัฟกานิสถานและกองกำลังนาโต้โรยตัวลงจากเฮลิคอปเตอร์ 2 แห่งในคุนดูซ รวมทั้งหมู่บ้านบูซ กานดาฮารีย์ Boze Qandahari ประมาณ 3 ก.ม.ทางเหนือของคุนดุซ 


“กองกำลังอัฟกันถูกโจมตีโดยตอลิบันในพื้นที่ เป็นเหตุให้มีการเรียกการปฏิบัติโจมตีทางอากาศเข้ามาแทรกแซง” ชะฮูดกล่าว ส่งผลให้ทหารอเมริกา 2 นายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ 4 นาย แต่ทางตอลิบันแถลงการณ์ว่าได้สังหารทหารอเมริกาไป 16 นาย

ชะฮูดรายงานข่าวถึงประชาชนที่เสียชีวิตว่า “ผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง เด็กๆ และทารกที่มีอายุน้อยที่สุดเพียงแค่ 3 เดือน”

นายมะฮฺมูด เดนิช โฆษกประจำจังหวัดกล่าวว่า “กองกำลังอัฟกันและกองกำลังพันธมิตรได้รบร่วมกันเพื่อต่อสู้กับตอลิบัน และได้ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต 30 คนและบาดเจ็บ 25 คน” นายเดนิชกล่าวกับสำนักข่าว AFP เอเยนซี่

ชาวบ้านในคุนดุซกล่าวกับสำนักข่าวอัลญะซีเราะฮฺว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าที่ทางการระบุเอาไว้
ดร.มูฮัมหมัด นาอีม มังกูล Dr Muhammad Naim Mangal ผู้อำนวยการโรงพยาบาลในคุนดุซกล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้รับศพชายหนึ่งคน เด็กอีก 1 คน และให้การรักษาประชาชน 30 คนรวมทั้งเด็กๆ ที่บาดเจ็บจากการที่กองกำลังพันธมิตรต่อสู้กับตอลิบัน

ญาติๆ ของผู้เสียชีวิตโกรธแค้นที่ต้องเสียสมาชิกในครอบครัวไป  จึงร่วมกับชาวบ้านเดินประท้วงด้วยการนำโลงศพของผู้เสียชีวิตไปที่ทำการผู้ว่า

“พวกเขาตะโกนว่า “อเมริกาจงหายนะ” “ประธานาธิบดีจงหายนะ” (อัชราฟ กานีย์) และพวกเขาสาบานว่าจะมีการแก้แค้น” ชาฮูดกล่าว

“ชาวบ้านนอนหลับกันอยู่ในบ้าน ตอลิบันเริ่มต่อสู้กับกองกำลังพันธมิตรและหน่อยคอมมานโด  ผมได้ยินเสียงระเบิดถล่มจากเครื่องบินทั้งคืน” ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์

“ประชาชนประมาณ 50 คนเสียชีวิต และผู้บาดเจ็บมีประมาณ 40 – 50 คน เด็กพวกนี้ทำอะไรผิด?  ผมต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตทั้งหมด”

กองกำลังนาโต้ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันถึงการปฏิบัติโจมตีทางอากาศที่คุนดุซ เพื่อปกป้อง “กองกำลังพันธมิตรที่ถูกตอลิบันโจมตี” และสัญญาว่าจะมีการสืบสวนสอบสวนเรื่องการเสียชีวิตของพลเรือน

เหตุการณ์ที่พลเรือนเสียชีวิตโดยทหารอเมริกันและกองกำลังพันธมิตรไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2559 ทหารอัฟกัน ร่วมกับทหารอเมริกันบุกโจมตีบ้านหลังหนึ่งที่ตะวันออกของจังหวัดโลการ์ Logar ซึ่งอ้างว่าสมาชิกกลุ่มอัลกออิดะฮฺอาศัยอยู่  แต่บ้านหลังนั้นกลับเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ชาวอัฟกัน ซึ่งได้สังหารโหดสมาชิกในบ้าน 12 คนรวมถึงเด็ก 3 คน


ที่มา -
Afghan civilians killed in NATO air strike in Kunduz
http://www.aljazeera.com/news/2016/11/afghan-civilians-killed-nato-air-strike-kunduz-161103125808035.html
Twelve Die in Coalition Raid in Afghanistan
http://www.wsj.com/articles/afghan-civilians-killed-in-raid-1460825525

Sunday, September 25, 2016

🔥 ผู้ก่อการร้ายโยนระเบิดเพลิงใส่รถคนมุสลิมขณะที่เขานั่งอยู่พร้อมตะโกนว่า ‘เอาไปเลยมุสลิม‘



หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ได้โพสต์คลิปวีดีโอไฟไหม้รถทั้งคันลงในทวิตเตอร์ส่วนตัวชื่อ @FeministaJones ว่า “ได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้อง ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จากนั้นได้ยินเสียงชายคนหนึ่งตะโกนว่าไฟกำลังเผาไหม้ผิวหนังของเขาอยู่ ได้ยินชายคนนี้บอก รถคันหนึ่งขับผ่านมาแล้วโยนบางอย่างเข้ามาขณะที่เขานั่งอยู่ในรถ” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาเช้าตรู่ 5.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2016 ที่ตอนเหนือของรัฐฟิลาเดลเฟีย North Philadelphia สหรัฐฯ


ทวิตเตอร์ของ FeministaJones เขียนข้อความเพิ่มเติมว่า “หลังจากได้ยินเสียงระเบิดดังลั่น ดิฉันรีบไปที่ประตู เพื่อนบ้านหลายคนต่างวิ่งเข้ามาช่วยชายผู้นี้เพราะไฟกำลังไหม้ผิวหนังเขา เขาต้องสูญเสียผิวหนังบางส่วนไป”


อีกผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า “ไปที่มุมตึกและเห็นรถทั้งคันไหม้อยู่ หลังจากรถดับเพลิงมา ชายผู้นี้พูดกับหน่วยดับเพลิงและพูดกับเรา เขาเล่าให้ฟังว่า รถคันหนึ่งหยุดรถและมีบางคนในรถคันนั้นกล่าวว่า “เอาไปเลย มุสลิม ก่อนที่จะโยนบางอย่างเข้ามาในรถ”


จากนั้นจึงรีบนำชายผู้นี้ส่งโรงพยาบาล ทั้งใบหน้า แขน มือ และขาทั้งสองข้างถูกไฟไหม้หมด แผลไหม้ทั้งตัวอยู่ในขั้นรุนแรง อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่เสนอความคิดเห็นใดๆ ในตอนนี้ และยังคงตามหาผู้ต้องสงสัยอยู่


ผู้คนในชุมชนต่างรู้จักและชื่นชมชายผู้บาดเจ็บสาหัสผู้นี้ ต่างพากันตกใจที่เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเขา ผู้คนแถบนั้นต่างรู้ว่าเขาชอบทำงานที่รถของเขา


Sunday, May 29, 2016

👍 นายจ้างมุสลิม ใจดีสุดๆ แจกหุ้นบริษัทให้กับพนักงาน 2,000 คน ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

👍 นายจ้างซึ่งเป็นผู้อพยพมุสลิมชาวตุรกี ใจดีสุดๆ แจกหุ้นบริษัทให้กับพนักงาน 2,000 คน ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ



28/04/16


ฮัมดี อูลูกายา Hamdi Ulukaya ผู้อพยพมุสลิมชาวเคริด์จากประเทศ
ตุรกี เจ้าของและดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัทโชบาร์นี่ 
Chobani ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2005 ในเมืองเล็กๆ 
ของนิวเบอร์ลิน นิวยอร์ก ที่ผลิตโยเกิร์ตสไตล์กรีก และปรากฏว่า
บริษัทโชบาร์นี่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


นายอูลูกายาทำให้พนักงานทุกๆ คนดีใจเป็นอย่างมาก เมื่อเขา
ประกาศที่จะแบ่งหุ้นของบริษัท 10 เปอร์เซ็นต์ให้กับพนักงาน 2,000 
คน ซึ่งราคาหุ้นบริษัทที่มีมูลค่าในอนาคตถ้านายอูลูกายาต้องการ
เสนอขายบริษัท หรือในกรณีที่ต้องการเสนอขายหุ้นใหม่ของบริษัทที่
เปิดขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก


เขาได้เขียนจดหมายถึงพนักงานทุกคนในวันอังคารที่ 26/04/16 มี
ใจความว่า “การที่สร้างบริษัทนี้ขึ้นมาเป็นอะไรที่สำคัญสำหรับผม แต่
เราจะเติบโตอย่างไรสำคัญยิ่งไปกว่านั้นอีก ผมต้องการไม่ใช่เพียงให้
คุณเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตของบริษัทนี้ – แต่ผมต้องการ
ให้คุณเป็นผู้ขับเคลื่อนมันไป เพื่อเป็นการแบ่งปันความสำเร็จของเรา 
เพื่อเป็นการมอบรางวัลจากความสำเร็จ”


หุ้นของบริษัท 10 เปอร์เซ็นต์จะถูกแบ่งให้กับพนักงานประมาณ 
2000 คน ที่ทำงานเต็มเวลา และจะแบ่งเป็นสัดส่วนตามหน้าที่ของ
พนักงาน และตามสัดส่วนของจำนวนปีที่พนักงานทำงานให้กับ
บริษัท อ้างจากสำนักข่าวเอพี


อูลูคายากล่าวกับสำนักข่าวนิวยอร์กไทม์ว่า เขาต้องการแบ่งปันความ
มั่งคั่งให้กับพนักงานทุกๆ คนที่ร่วมกันสร้างบริษัทนี้มาด้วยกัน ซึ่งทาง
นิตยสารไทม์กล่าวว่า “บริษัทโชบาร์นี่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ
สหรัฐ”



บริษัทโชบาร์นี่มีมูลค่าประมาณ 3-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ นั้น
หมายความว่าพนักงานแต่ละคนจะได้รับเงินถัวเฉลี่ย 150,000 ดอล
ลาห์สหรัฐ (หรือประมาณ 3,851,770 บาท) และเป็นไปได้ที่พนักงาน
บางคนจะได้ถือหุ้นบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านเหรียญดอลลาห์
สหรัฐ (หรือประมาณ 25,678,500 บาท)


“ผมสร้างมันขึ้นมาโดยไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะประสบความ
สำเร็จได้ในระดับนี้ และผมไม่สามารถที่จะคิดได้เช่นกันว่าโชบาร์นี่ถูก
สร้างขึ้นมาโดยปราศจากพนักงานเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้พวกเขาจะร่วมใจ
กันทำงานเพื่อสร้างบริษัทให้ใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิม และเป็นการสร้าง
อนาคตให้กับพวกเขาไปด้วยในเวลาเดียวกัน” นายอุลูคายา กล่าว


นายอูลูคายารับพนักงานจากหลายเชื้อชาติเข้าทำงานในบริษัท รวม
ทั้งผู้ลี้ภัยที่หนีสงครามมาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในปี 2014 เขาได้
บริจาคเงิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทั้งใน
ประเทศอิรักและซีเรีย 


เป็นที่ชัดเจนว่า อดีตผู้อพยพอย่างนายอูลูคายา ได้ทำประโยชน์ให้
แก่ประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งทางเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนเป็นอย่าง
มาก และมันช่างตรงกันข้ามกับการกล่าวอ้างของผู้สมัครชิงตำแหน่ง
ประธานาธิบดีสหรัฐอย่างนายโดนัล ทรัมป์ และพวกพ้องที่ต่อต้าน
นโยบายผู้อพยพ พวกเขามองว่าผู้อพยพโดยเฉพาะผู้อพยพชาว
มุสลิมเป็นผู้สร้างปัญหาให้กับประเทศ


ที่มา –
1. Muslim immigrant gives 2,000 employees shares of billion dollar company
2. Muslim Immigrant Gifts 10% of His Multi-Billion Dollar Company to His Employees
http://ilmfeed.com/muslim-immigrant-gifts-10-multi-billion…/
3. Kurdish billionaire gives millions to employees

“ปทท.ไทย อีก 3 เดือนเราเจอกัน” ทหารยิวโพสต์ในอินสตาแกรม

  ทหารอิสราเอลโพสต์รูปเซลฟี่ในอินสตาแกรม ที่ถ่ายหน้าบ้านของเศรษฐีในกาซ่าที่พวกมันจุดไฟเผา ในพื้นที่มูซาเบะฮ์ ตอนเหนือของราฟะฮ์ พร้อมแคปชั่น ...