Saturday, April 1, 2017

ทหารอิสราเอลยิงหญิงชาวปาเลสไตน์ขณะเดินไปละหมาดที่มัสยิดอัลอักซอกับลูกสาว และปล่อยให้นอนเลือดไหลจนเสียชีวิต



นางซีเฮม อัล-นิมิร หญิงชาวปาเลสไตน์อายุ 49 ปีถูกทหารอิสราเอลยิงใส่ขณะที่นางและลูกสาวเดินไปละหมาดที่มัสยิดอัลอักซอในตอนบ่ายของวันพุทธที่ 29 มีนาคม 2017 โดยนางถูกกล่าวหาว่านางใช้กรรไกรพยายามแทงทหาร แต่ปรากฏว่าไม่มีทหารผู้ใดได้รับบาดเจ็บ  และมีผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนต่างพูดตรงกันว่านางนิมิรไม่ได้พยายามแทงทหารแต่อย่างใด


ทหารอิสราเอลยังกีดกันไม่ให้หน่วยแพทย์ฉุกเฉินเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล แต่กลับปล่อยให้นางนิมิรนอนเลือดไหลจนเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ


หลังจากนางนิมิรถูกยิงเสียชีวิต ทหารอิสราเอลยังได้จับกุมตัวลูกสาวของนางนิมิรที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด


ก่อนหน้านี้ ทหารอิสราเอลได้วิสามัญฆาตกรรมลูกชายของนางนิมิรชื่อ มุสตอฟา อัล-นีมิรวัย วัย 27 ปี ไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2016 โดยอ้างว่าเขาและพี่เขยพยายามใช้รถยนต์พุ่งชนและพยายามแทงทหารอิสราเอล  หลังจากนั้นทางทหารอิสราเอลกลับคำให้การ โดยกล่าวว่าการวิสามัญฆาตกรรมนายมุสตอฟา อัล-นีมิร เป็นเพียงอุบัติเหตุ


ที่มา –


Saturday, March 25, 2017

💔 ผู้ปกครองที่ต่อต้านอิสลาม ฉีกคัมภีร์กุรอานออกเป็นชิ้นๆ ประท้วงโรงเรียนที่อนุญาตให้นักเรียนมุสลิมละหมาดวันศุกร์ที่โรงเรียน (🎞️ ดูคลิปวีดีโอ ด้านล่างค่ะ)


นายรอน บาเนอร์ยี Ron Banerjee ผู้นำชาวฮินดูที่ย้ายมาอยู่แคนาดาจากประเทศๆ หนึ่งของเอเชียใต้ ได้เป็นผู้นำแคมเปญกดดันให้คณะกรรมการสถานศึกษาสั่งห้ามไม่ให้นักเรียนมุสลิมละหมาดวันศุกร์ที่โรงเรียนต่างๆ


 เมืองโทรอนโต แคนาดา – คัมภีร์กุรอานถูกฉีกเป็นชิ้นๆ และมีการเดินเหยียบคัมภีร์กุรอานที่ถูกโยนลงบนพื้น ขณะที่ทางคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนใน Peel Region District ใน Mississauga เมื่อวันพฤหัสที่ 23 มีนาคม 2017 จากการประท้วงของกลุ่มผู้ปกครองนำโดยผู้ปกครองที่มาจากประเทศๆ หนึ่งของเอเชียใต้ที่นับถือศาสนาฮินดู และผู้ปกครองชาวเอเชียบางกลุ่ม ร่วมประท้วงกับผู้ปกครองที่เป็นชนผิวขาวที่ต่อต้านศาสนาอิสลาม โดยพวกเขาต้องการกดดันให้โรงเรียนรัฐบาลสั่งห้ามเด็กนักเรียนมุสลิมละหมาดวันศุกร์ (ยุมอะฮฺ) ร่วมกันที่โรงเรียน


ผู้ปกครองบางคนที่นั่งอยู่ในที่ประชุมเริ่มเกิดโทสะขึ้นมาทันที หลังจากคณะกรรมการสถานศึกษาประกาศว่า ทางคณะกรรมการจะเลื่อนการตอบคำถามไปเป็นการประชุมในครั้งหน้า ถึงกรณีที่มีผู้คนลงชื่อ 600 รายชื่อต่อต้านการอนุญาตให้เด็กนักเรียนละหมาดวันศุกร์ในโรงเรียนของรัฐบาล


ในคลิปวีดีโอฉายให้เห็นผู้ปกครองคนหนึ่งที่ต่อต้านอิสลามฉีกกุรอานออกเป็นชิ้นๆ และโยนลงไปที่พื้น พร้อมด่าทออิสลามต่างๆ นานาๆ แต่วีดีโอไม่ได้ฉายให้เห็นถึงการที่มีผู้ปกครองอีกคนหนึ่งเดินไปเหยียบคัมภีร์กุรอานที่ถูกปาไปลงที่พื้น


นายรอน บาเนอร์ยี Ron Banerjee ชาวฮินดูที่มาจากประเทศหนึ่งของเอเชียใต้ ได้เป็นผู้นำแคมเปญห้ามนักเรียนมุสลิมละหมาดวันศุกร์ที่โรงเรียน ได้นั่งอยู่ในที่ประชุมคณะกรรมการ ร่วมกับผู้ต่อต้านที่เป็นคนมาจากประเทศแถบเอเชียร่วมกับคนผิวขาวจำนวนหลายสิบคน พวกเขามีการแคมเปญต่อต้านเด็กนักเรียนชาวมุสลิมไม่ให้ละหมาดวันศุกร์มาเป็นเวลาหลายอาทิตย์แล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ


“คุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ (คัมภีร์กุรอาน) หรือยัง?” หญิงผู้หนึ่งตะโกนพร้อมชูคัมภีร์กุรอานขึ้นมา “คุณจะต้องช็อค อ่านสิ เพื่อที่จะได้รู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น” “เราไม่ต้องการให้มีศาสนาใดๆ ในทุกๆ โรงเรียน” หญิงอีกคนที่ต่อต้านศาสนาอิสลามตะโกนขื้นมาแทรก


“อย่ามายุ่งกับเด็กๆ ของเราเลย” ผู้ปกครองอีกคนที่ต้องการหยุดกลุ่มพวกที่มาประท้วง



นางสาวเจเน็ต แม็คดูกอล Janet MacDougald ประธานคณะกรรมการสถานศึกษากล่าวในที่ประชุมว่า “ในฐานะที่เราเป็นคณะกรรมการสถานศึกษา เราก็เคยได้วาทะกรรมต่างๆ ที่เต็มไปด้วยการต่อต้านอิสลามและความอคติในโลกโซเชียลมีเดีย เราเคยอ่านมันในอีเมล์ และเรายังได้ประจักษ์ต่อสายตาของพวกเราในที่ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษามาหลายครั้งหลายหนแล้ว” “มันทำให้เด็กนักเรียนของเราหลายคนรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกตกเป็นเป้าโจมตี เราจะไม่อนุญาตให้มีการเกลียดชังต่อผู้นับถือศาสนาใดๆ ได้แพร่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้ เราจะไม่ขออดทนต่อความเกลียดชัง”


โรงเรียนต่างๆ ใน Peel ได้อนุญาตให้เด็กนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลามละหมาดวันศุกร์มาเป็นเวลา 20 ปีโดยไม่เคยมีปัญหาใดๆ มาก่อน


คณะกรรมการสถานศึกษาได้นำข้อเท็จจริง (fact sheet) ออกเผยแพร่ในวันพุทธที่ผ่านมา (22/03/2017) เพื่อเป็นการตอบโต้ “การแชร์ข้อมูลเท็จและข้อมูลที่บิดเบือนต่อสาธารณชนบนโลกโซเชียลมีเดีย” ซึ่งข้อมูลความจริงได้อธิบายไว้ว่า การละหมาดวันศุกร์ของเด็กนักเรียนชาวมุสลิมไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อนักเรียนต่างศาสนิก เด็กนักเรียนชาวมุสลิมพยายามหาเวลาช่วงพักกลางวัน หรือถ้าอยู่ในเวลาเรียนก็เป็น 15 นาทีของการเริ่มเรียนวิชานั้น หรือ 15 นาทีก่อนเลิกของวิชานั้นๆ ในตอนบ่าย และมีคุณครูอาสาสมัครที่ไปยืนดูแลการละหมาด” การเทศนาก็เป็นภาษาอังกฤษ และสถานที่ใช้ละหมาดก็เป็นที่ว่าง ไม่ได้ทำให้เด็กนักเรียนคนอื่นๆ ต้องประสบกับความเดือดร้อนแต่ประการใด


นางสาวลินดา แจ็ฟฟรี๊ Linda Jeffrey นายกเทศมนตรีของแบรมตัน Brampton ได้ออกมาประณามแคมเปญการต่อต้านการละหมาดวันศุกร์ของเด็กนักเรียนเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาว่า เป็นแคมเปญที่เกิดจากความ “การเกลียดชังล้วนๆ”


นางสาวแจ๊ฟฟรี๋ ได้เขียนข้อความในคำแถลงการณ์ว่า “เด็กนักเรียนที่เป็นชาวมุสลิมอาจต้องใช้เวลาละหมาด ในระหว่างเวลาเรียน และเราต้องเคารพสิทธิของพวกเขาด้วย เหมือนกับที่เราเคารพสิทธิความต้องการของศาสนาอื่นๆ เช่นกัน ขอให้เด็กนักเรียนมุสลิมได้ละหมาดสัก 20 นาทีในพื้นที่ว่างๆ เถิด และพวกเด็กเหล่านี้ก็ได้รับการดูแลโดยคุณครูอาสาสมัคร ไม่ได้เป็นผลกระทบต่อปัญหาทางด้านการเงินแต่อย่างใด (financial hardship)”

🎞️ ดูคลิปวีดีโอได้ที่ –
https://www.youtube.com/watch?v=sZVxoSuBBxs&feature=youtu.be


ที่มา -
https://news.vice.com/…/the-quran-was-torn-to-shreds-at-a-r…

📷 เครดิตภาพ: http://anti-racistcanada.blogspot.com.au/

Friday, March 24, 2017

เดวิด ร็อคกิเฟลเลอร์ อภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลของโลกชาวยิว เสียชีวิตอายุ 101 ปี



เดวิด ร็อคกิเฟลเลอร์ David Rockefeller อภิมหาเศรษฐีชาวยิวผู้ทรงอิทธิพลของโลก เสียชีวิตเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2560 ที่บ้านพักของเขาที่เมืองคันทิโก ฮิลส์ Pocantico Hills รัฐนิวยอร์ก จากภาวะหัวใจล้มเหลว ด้วยวัย 101 ปี


บรรดาสื่อกระแสหลักต่างพากันกล่าวขานว่า เขาเป็นหนึ่งของอภิมหาเศรษฐีที่ใจบุญที่สุด โดยสื่อรายงานว่าเขาบริจาคเงินเกือบ 2 พันล้านเหรียญ ในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ เช่นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ในนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยร็อคกิเฟลเลอร์ และเขาก็มีส่วนสำคัญในการก่อสร้างอาคารเวิลด์เทรดเซนเตอร์ในนครนิวยอร์กอีกด้วย


เดวิด ร็อคกิเฟลเลอร์ เป็นหลานชายของ จอห์น ดี ร็อคกิเฟลเลอร์ ผู้สร้างฐานะขึ้นมาได้จากธุรกิจน้ำมันบริษัทสแตนดาร์ดออยล์ Standard Oil ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เเละมีธุรกิจธนาคารในสหรัฐ ตระกูลร็อกกิเฟลเลอร์ เป็นหนึ่งของตระกูลยิวที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศ และเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิทุนนิยมอเมริกัน เป็นหนึ่งตระกูลที่มีบทบาทควบคุมเศรษฐกิจและการเมืองในสหรัฐฯและทั่วโลก


หนึ่งในธุรกิจของตระกูลร็อกกิเฟลเลอร์ก็คือ ธนาคาร “เชส เนชั่นแนล แบงก์” ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของสหรัฐแห่งแรกที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสาขาได้ในสหภาพโซเวียตและจีน ต่อมาเชส แนชั่นแนล แบงก์ ควบรวมกิจการกับบริษัทแมนฮัตตันเป็น “เชส แมนฮัตตัน” นายเดวิด ร็อกกิเฟลเลอร์ ได้ดำรงตำแหน่งประธานในปี 1961 และเกษียณเมื่อปี 1981 ต่อมาเชส แมนฮัตตัน ควบรวมกิจการเจพี มอร์แกน กลายเป็น “เจพี มอร์แกน เชส” ในปัจจุบัน


เดวิด ร็อคกิเฟลเลอร์เป็นหนึ่งในกลุ่มอิลูมินาตี้ ที่คอยผลักดันโลกให้เข้าสู่ New World Order หรือการจัดระเบียบโลกใหม่ มุ่งเน้นให้โลกกลายเป็นสังคมเดียว รัฐบาลบริหารเพียงรัฐบาลเดียว รวบเศรษฐกิจให้เป็นหนึ่งเดียว ใช้เงินสกุลเดียวกันทั่วโลก มีศาสนาเดียว และควบคุมโดยกลุ่มชนระดับสูงที่มีอิทธิพลของโลก


เดวิด ร็อคกิเฟลเลอร์ ได้เคยกล่าวในที่ประชุม Bilderberg เมื่อปี 1991 ‘เวลานี้โลกได้มีความซับซ้อน และพร้อมที่จะก้าวสู่การมีรัฐบาลโลก โดยการที่ปัญญาชนชั้นสูงและนายธนาคารโลก จะมีอำนาจอธิปไตยเหนือชนชาติ ย่อมเป็นที่น่าปราถนามากกว่า การที่ชนชาติปกครองตนเองอย่างที่ผ่านมาหลายศตวรรษ อย่างแน่นอน’


เขาได้ก่อตั้ง The Trilateral Commission ในปี 1973 และเป็นคลังสมองให้กับ Council on Foreign Relations เขาได้เป็นประธานทั้งสององค์กร และมีการชักชวนผู้มีอิทธิทั่วโลกเข้าเป็นสมาชิกขององค์กร เพื่อสร้างอำนาจ New World Order ผูกขาดการเงิน และยึดครองทรัพยากรทั่วโลก เขายังเป็นคนสำคัญในการจัดตั้งองค์กรลับกลุ่ม Bilderberg ในปี 1954 องค์กรนี้จะมีการจัดประชุมปีละครั้ง รายชื่อสมาชิกเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี และพวกเขาล้วนเป็นผู้มีอำนาจจากภาคธุรกิจและการเมือง แต่ที่สำคัญก็คือสื่อกระแสหลักไม่เคยต้องการที่จะทำข่าวการประชุมในแต่ละครั้ง ทั้งๆ ที่มีผู้มีอำนาจทั่วโลกเข้าประชุม


ตระกูลร็อคกิเฟลเลอร์ยังเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินคนสำคัญต่อองค์กร The League of Nations ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาเป็น United Nation และจอห์น ดี. รอกกีเฟลเลอร์ จูเนียร์ ยังเป็นผู้บริจาคที่ดินด้วยมูลค่า 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ให้กับสหประชาชาติ United Nation ใกล้แม่น้ำอีสต์ในนครนิวยอร์ก


มูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์ Rockefeller Foundation ก่อตั้งโดย จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งเป็นปู่ของเดวิด ร็อกกิเฟลเลอร์ ในปี1913 เป็นองค์กรวิจัยเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีการให้การสนับสนุนการวิจัยในด้านการแพทย์ทั่วโลก และยังมีอิทธิพลมากในการกำหนดนโยบายต่างๆ ภายในและต่างประเทศของทำเนียบขาว แม้ว่ามูลนิธินี้ตามรูปการภายนอกแล้วจะทำงานเคลื่อนไหวในกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวกับสาธารณสุข และการศึกษาในระดับโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นบริษัทข้ามชาติบริษัทหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่บริหารควบคุมตลาดการค้าระหว่างประเทศร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ทางด้านการเงิน และเศรษฐกิจที่มีอย่างกว้างขวางมากมายของตนเอง


มูลนิธิร็อคกิเฟลเลอร์ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลายาวนานนับหลายทศวรรษ ด้วยการให้การสนับสนุนทางด้านการเงินอันมากมายมหาศาลเกี่ยวกับโครงการต่างๆ และการศึกษาค้นคว้าวิจัย มาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานหลายปี ซึ่งเป้าหมายของพวกเขาก็คือการบรรลุความสำเร็จในเทคนิคต่างๆ ที่จะใช้ในการล้างสมองและการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในสังคม ตัวอย่างเช่น ในทศวรรษที่ 40 และ 50 บรรดานักวิจัยของมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ของอเมริกา ได้รับเงินกองทุนขนาดใหญ่จากมูลนิธินี้สำหรับการวิจัยเกี่ยวกับ "กลไกทางจิตวิทยาของการสื่อสาร"


ตระกูลร็อคกิเฟลเลอร์เป็นหนึ่งในตระกูลระดับสูงที่คอยควบคุมสื่อกระแสหลักหลายแห่งทั่วโลก กระแสอิสลามโมโฟเบียก็เป็นหนึ่งในวาระที่กลุ่มผู้มีอิทธิพลเหล่านี้นำมาใช้ผ่านสื่อกระแสหลัก ในการทำให้ประชาชนต่างศาสนิกมีความหวาดกลัวและเกลียดชังมุสลิมทั่วโลกโดยปราศจากเหตุผล โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างระบบ “รัฐตำรวจโลก” (Global Police State) และเพื่อใช้ในการควบคุมประชากรทั่วโลก


ที่มาของข้อมูล –
1. Billionaire ‘Bilderberger’ David Rockefeller dead at 101
http://21stcenturywire.com/…/billionaire-bilderberger-davi…/
2. David Rockefeller, Billionaire Philanthropist and Executive, Dies at 101
http://fortune.com/2017/03/20/david-rockefeller-dies/
3. Jewish Roots of the Rockefeller Family.
https://www.youtube.com/watch?v=ZTGrVOXSrrE
4. Islamophobia is creating a global police state
http://www.veteranstoday.com/2015/12/12/islamophobia/
5. Secretary-General, Marking Historic Donation to League of Nations Library, Hails Rockefeller Foundation’s ‘Global Philanthropy’
http://www.un.org/press/en/2012/sgsm14498.doc.htm
6. เบื้องหลังตระกูลอเมริกันที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากที่สุด
http://oknation.nationtv.tv/blog/nidnhoi/2012/06/25/entry-1
7. คนไทยควรต้องรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับประเทศเรา - ‘New World Order’ กำลังซึมยึดครอง ประเทศไทยอย่างลึก
https://th-th.facebook.com/roong.ml/posts/778247655558157
8. เดวิด ร็อกเกอเฟลเลอร์ อภิมหาเศรษฐี เสียชีวิต
https://www.dailynews.co.th/foreign/563122

Sunday, March 12, 2017

พระมหาอภิชาติ ออกคลิปวีดีโอจาบจ้วงพระองค์อัลลอฮฺ ด่าทอชาวไทยมุสลิม ปลุกปั่นให้เกิดสงครามศาสนา

พระมหาอภิชาติ ออกคลิปวีดีโอจาบจ้วงพระองค์อัลลอฮฺ  ด่าทอชาวไทยมุสลิม ปลุกปั่นให้เกิดสงครามศาสนา หลังMtodayลงข่าวพระสงฆ์ประมาณ 100 รูปเหมาตู้รถไฟ มีการดื่มในขบวนรถ



เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 ผู้ใช้ยูทูปชื่อ “วิระทู โมเดล” ได้แชร์คลิปวีดีโอล่าสุดของพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท หัวหน้าพระวิทยากรประจำพระอารามหลวง ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  ที่ใช้วาจาจาบจ้วงพระองค์อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตาอาลา  ด่าทอชาวไทยมุสลิมอย่างหยาบคาย ยุยงปลุกปั่นให้ชาวไทยพุทธทำสงคราม และเผามัสยิด หลังเว็ปไซต์ Mtoday ลงข่าวพระสงฆ์ประมาณ 100 รูปเหมาตู้รถไฟ และมีการดื่มสุราในขบวนรถ

นอกจากเว็ปไซต์ Mtoday ลงข่าวเรื่องนี้ ก็มีเว็ปไซต์ของสำนักข่าว Tnews และสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ก็ได้ลงข่าวนี้เช่นกัน  แต่ปรากฏว่าพระมหาอภิชาติ โจมตีเฉพราะเว็ปไซต์ Mtoday เพียงเว็ปไซต์เดียวในคลิปวีดีโอนี้

“....อัลลอฮฺไปบอกเข้าสิงมึงเหรอ อัลลอฮฺไปบอกมึงเหรอ มึงถึงลงข่าวแบบนั้น.... พวกมึงต้องการสงครามใช่มั้ย? ต้องการแตกหักกับชาวพุทธในไทยหรือเปล่า? ต้องการแบบนั้นเหรอ มึงอยากถูกเผามัสยิดเหรอ... แค่ข่มขู่ไม่พอ มึงต้องการเผาจริงๆ ใช่มั้ย?......” พระมหาอภิชาติ
⚠ *****หมายเหตุ – ดิฉันไม่มีเจตนาต้องการยุยง ปลุกปั่น แต่ต้องการนำเสนอข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับอิสลามโมโฟเบียในประเทศไทยและทั่วโลก*****

ที่มา –
พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท ถามสื่ออิสลาม "ต้องการสงครามศาสนาใช่ไหม"

ข้อมูลอ้างอิง
1.     ยกมาทั้งขบวน!?? เจ้าหน้าที่ตั้งด่านกัด รถขนพระสงฆ์ประมาณ 100 รูป เหมารถไฟมาทั้งตู้ ดื่มสุราในขบวนรถ คาดมุ่งหน้าวัดพระธรรมกาย!!??(รายละเอียด)
2. แก๊งผ้าเหลือง เหมาตู้รถไฟเข้ากรุง สั่งสุราปาร์ตี้ทั้งคืน
http://www.manager.co.th/HotShare/ViewNews.aspx?NewsID=9600000024338


➡  คลิปวีดีโอที่เกี่ยวกับพระมหาอภิชาติ 
1. พระมหาอภิชาติ ใช้เพลงดูหมิ่นพระองค์อัลลอฮฺและท่านศาสดามูฮัมหมัด
https://www.youtube.com/watch?v=HVQH38Yb_DA


2. พระมหาอภิชาติ‬ ปุณฺณจนฺโท โพสต์วีดีโอขู่เผามัสยิด และขู่ฆ่ามุสลิมในไทย 
https://www.youtube.com/watch?v=hN8LFj_7y3U


3. พระมหาอภิชาติ ใส่ร้ายบิดเบือนความหมายของคัมภีร์กุรอาน 
https://www.youtube.com/watch?v=z0AGSMI2huE

Friday, March 10, 2017

ความเข้าใจผิดในคำฟ้องต่อศาลปกครองเรื่องการถอนอำนาจการรับรอง ฮาลาล



สืบเนื่องมาจากกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ซึ่งนำโดยดร. จรูญ วรรณกสิณานนท์ ยื่นศาลปกครองฟ้องจุฬาราชมนตรี และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560 ให้มีการถอนอำนาจการรับรองฮาลาล ทางด้านศ.ดร. วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์เฟสบุ๊กส์ส่วนตัวอธิบายถึงการเข้าใจผิดของกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินออกมาฟ้องศาลปกครองในเรื่องตราฮาลาล ดังนี้

**********************************************************************
📝 Dr.Winai Dahlan
2 hrs ·

ความเข้าใจผิดในคำฟ้องต่อศาลปกครองเรื่องการถอนอำนาจการรับรอง
ฮาลาล

วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2560 คนกลุ่มหนึ่งฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้บังคับจุฬาราชมนตรีและคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยให้ยกเลิกตราฮาลาลจากสินค้าทั่วราชอาณาจักรภายในสามเดือน พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายตลอดระยะเวลาที่มีการติดตราฮาลาล พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คำฟ้องเป็นไปในทำนองว่าการติดตราฮาลาลถูกบังคับใช้กับสินค้าทั้งหลายอย่างผิดกฎหมาย ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

การรับรองสินค้าว่า “ฮาลาล” สามารถให้ผู้บริโภคมุสลิมเกิดความเชื่อมั่นในตัวสินค้าเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2492 แล้ว ครั้งนั้นผู้ประกอบการส่งออกเนื้อไก่ไปยังประเทศในตะวันออกกลางเกิดปัญหาไม่สามารถส่งออกได้เนื่องจากประเทศปลายทางไม่ยอมรับว่าไก่จากประเทศไทยถูกเชือดอย่างถูกต้อง บริโภคแล้วอาจเป็นบาป เป็นความเชื่อทางศาสนาสำหรับประชากรมุสลิมที่มีอยู่ทั่วโลกนับถึงวันนี้ไม่น้อยกว่า 1,800 ล้านคน เมื่อผู้ซื้อไม่มั่นใจ ผู้ขายอย่างผู้ประกอบการในเมืองไทยจำเป็นต้องหาทางสร้างความเชื่อมั่น ไม่อย่างนั้นขายไม่ได้ การขอการรับรองตราฮาลาลจึงเกิดขึ้นในประเทศไทยนับแต่นั้น

การรับรองฮาลาลในอดีตทำโดยสำนักจุฬาราชมนตรี จนกระทั่งปลาย พ.ศ.2542 จึงโอนไปที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ที่ให้อำนาจไว้ว่าการดำเนินงานในกิจการศาสนาอิสลามให้เป็นอำนาจขององค์กรอิสลามเหล่านั้น ประโยชน์ที่ได้จากการรับรองฮาลาลจึงเกิดกับผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่มิใช่มุสลิม

ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารไปยังประเทศมุสลิม 57 ประเทศมีมูลค่า 347 ล้านเหรียญสหรัฐใน พ.ศ.2544 เมื่อถึง พ.ศ.2558 ผ่านไป 14 ปี มูลค่าการส่งออกพุ่งไปอยู่ที่ 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 17.6 เท่า เป็นการเติบโตมากที่สุดในบรรดาการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด ประโยชน์ที่ได้จากประเทศมุสลิมเหล่านั้นไหลมาสู่ผู้ประกอบการไทยโดยตรงและรัฐบาลไทยโดยอ้อมในรูปภาษีแต่ละปีมีจำนวนมหาศาล ทั้งนี้โดยไม่นับการส่งออก

ผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลไปยังประเทศที่มิใช่มุสลิมที่มีอยู่อีกมหาศาล เมื่อการส่งออกสะดุดลงจากปัญหาเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก การส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลกลับเติบโตสวนกระแส ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากฮาลาลมีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ที่กลายไปเป็นรายได้ขององค์กรศาสนาอิสลามซึ่งทำหน้าที่ให้การรับรองฮาลาลอันเนื่องมาจากผู้ประกอบการมาขอรับบริการไม่ใช่การบังคับให้มาขอ เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกันหน่อย

การร้องต่อศาลปกครองครั้งนี้จะด้วยเจตนาอะไรก็ตามที โดยอาจไม่เข้าใจความสำคัญของการรับรองฮาลาลต่อการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ อาจไม่ทราบว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของฮาลาลตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ที่มิใช่มุสลิม อย่างไรก็ตาม ควรรับรู้ว่าการลดความเชื่อถือเรื่องตราสัญลักษณ์ฮาลาลนั้นผู้เสียประโยชน์โดยตรงคือประเทศไทย และประชาชนไทย หากไม่ให้องค์กรศาสนาอิสลามในประเทศไทยรับรองฮาลาลก็ต้องให้องค์กรจากต่างประเทศเข้ามารับรองอยู่ดี ไม่อย่างนั้นก็ส่งออกไม่ได้ หรือเจตนาคืออย่างนั้น


➡️️ ที่มา -
Dr.Winai Dahlan
https://www.facebook.com/drwinaidahlan/posts/1640457536262217
ข่าวและเครดิตรูปภาพ - สำนักข่าว Manager -
กลุ่มชาวพุทธฯ ชงศาลปกครองฟ้องจุฬาราชมนตรี ยกเลิกตราฮาลาล ชี้เอื้อหาประโยชน์โดยมิชอบ
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx…

ฟังจากปากตร.นราฯ คดีทหารพรานเข้าใจผิดถล่มรถ แสดงบัตรแล้วยังยิง-เตะหน้า

โดย ไทยรัฐออนไลน์/ 9 มี.ค. 2560 16:22


ผวจ.นราธิวาส เข้าเยี่ยมตำรวจ อส. ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทหารพรานเข้าใจผิดยิงถล่มรถชุดสืบสวน ที่ไล่ติดตามรถคนร้าย คนเจ็บยันทั้งตะโกนบอก ทั้งแสดงบัตรก็ยังไม่หยุดยิง ซ้ำถูกเตะที่ใบหน้า ผวจ.เผยตั้งกรรมการสอบแล้ว...

วันที่ 9 มี.ค. ความคืบหน้ากรณี พ.ต.ท.อาภากร วิรุฬปักษา รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองนราธิวาส ได้นำกำลังจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพคิด พร้อมของกลางยาบ้าที่บ้านเลขที่ 87 บ้านรายา ม.1 ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส และเจ้าหน้าที่ได้ติดตามรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนและหมวดอักษร มีชายฉกรรจ์ 1 คน ขับผ่านแต่ไม่ยอมหยุดให้ตรวจ ด.ต.เชาวลิต ชูเผือก ส.ต.ท.วัชระ แสงสุรินทร์ ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.เมืองนราธิวาส และ อ.ส.อามาน ลาเต๊ะ ซึ่งเป็นอส.ประจำ อ.เมืองนราธิวาส ได้นำรถยนต์กระบะไล่ติดตาม จนไปถึงบ้านบาโงดุดุง ม.6 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง ชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้ขับรถยนต์เก๋งเข้าหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อสกัดกั้นการหลบหนี แต่ถูกเจ้าหน้าที่ร้อยทหารพรานที่ 4808 ซึ่งกำลังลาดตระเวนเส้นทางคิดว่าเป็นกลุ่มคนร้าย จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์กระบะของเจ้าหน้าที่ ส่งผลทำให้รถยนต์กระบะเสียหลักตกไหล่ทางไปชนกับต้นไม้ จน อส.อามาน ลาเต๊ะ ที่นั่งอยู่ท้ายกระบะหลังเสียชีวิต ส่วน ด.ต.เชาวลิต ชูเผือก ถูกกระสุนปืนที่ศีรษะ และ ส.ต.ท.วัชระ ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 60 ที่ผ่านมา

ล่าสุด นายสิทธิชัย ศักดา ผวจ.นราธิวาส ได้เดินทางเยี่ยมปลอบขวัญเพื่อเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำนวน 3 นาย ที่นอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี นพ.วิชัย วิเชียรวัฒนชัย ผอ.โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นผู้นำเยี่ยมอาการของผู้บาดเจ็บทั้ง 3 โดย ด.ต.เชาวลิต นอนรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู จากบาดแผลที่ถูกยิงที่บริเวณศีรษะจนกะโหลกร้าวและมีอาการสมองบวม แพทย์ต้องดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีภรรยาเป็นผู้เฝ้าไข้และดูแลอาการ ส่วน อส.อาหมัดซู แวกิจิ อส.ประจำอำเภอเมืองนราธิวาส เข้ารักษาตัวในภายหลัง จากอาการบาดเจ็บตามร่างกายจากแรงกระแทกขณะรถกระบะเสียหลังชนต้นไม้ริมทาง โดย อส.อาหมัดซู นั่งคู่มากับ อส.อามาน ที่ถูกยิงเสียชีวิต

นายสิทธิชัย ผวจ.นราธิวาส ได้สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่ง อส.อาหมัดซู ได้เล่าให้ฟัง สรุปใจความว่า รถยนต์กระบะของเจ้าหน้าที่นั่งมาด้วยกัน 5 คน มีด.ต.เชาวลิต เป็นพลขับ ส.ต.ท.วัชระ นั่งคุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง คือยาบ้าที่แค็บหลัง ส่วนกระบะหลังตนนั่งคู่มากับ อส.อามาน เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพรานยิงใส่รถ ตนได้นอนหมอบราบที่กระบะหลัง ขณะที่หมอบนั้นได้ยินเสียงตำรวจตะโกนว่า "อย่ายิงๆ ผมเป็นตำรวจ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ทหารยังไม่หยุด ยิงเข้ามาใส่พวกผมอีก ผมหมอบอยู่พักหนึ่ง รอจนเสียงปืนเงียบ เมื่อเสียงปืนสงบจึงเรียก อส.อามาน ว่า บังๆ แต่พบว่า อส.อามาน เสียชีวิตแล้ว โดยถูกกระสุนปืนเข้าที่บริเวณปลายคาง 1 นัด"

ส่วน ส.ต.ท.วัชระ แสงสุรินทร์ ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.เมืองนราธิวาส นอนรักษาตัวอยู่ที่ตึกนวมินทร์ ได้ลำดับเหตุการณ์ให้ผู้ว่าราชการ จ.นราธิวาส ได้รับทราบหลังจากเข้าเยี่ยมอาการว่า คนร้ายมีรถยนต์มาด้วยกัน 2 คัน โดยคันที่เป็นกระบะยี่ห้ออีซูซุ ได้พยายามให้รถยนต์อีกคันที่เจ้าหน้าที่ไล่ติดตามขับหนี ด้วยการขับเบียดและพยายามเบรกเพื่อให้รถของเจ้าหน้าที่ชนท้ายจึงหักหลบ แต่รถคนร้ายยังขวางทางเพื่อสกัดรถเจ้าหน้าที่ จนรถคันหน้าที่โดนยิงยางแตกเหลือแต่กระทะขับหลบหนีไปได้ จนไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเนินทางสามแยกเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน ทหารพรานใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่รถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากการเข้าใจผิด กระสุนถูก ด.ต.เชาวลิต ที่เป็นพลขับที่ศีรษะจนหนังหัวเปิด หมดสติ รถเสียหลักตกไหล่ทางชนกับต้นไม้ใหญ่ทันที

ขณะเดียวกันกระสุนยังยิงเข้ามาเรื่อยๆ จึงพยายามดึงตัว ด.ต.เชาวลิต เพื่อหลบกระสุนปืน แต่พี่เขาตัวใหญ่กว่าดึงไม่ไหวทำให้กระสุนเข้าที่หน้าท้องซ้ำอีกนัด และกระสุนถูก อส.อามาน จนเสียชีวิตเป็นคนแรก ซึ่งครั้งแรกตนได้เปิดกระจกรถตะโกนว่าเป็นตำรวจอย่ายิงๆ แต่ไม่เป็นผล ทหารยิงเข้ามาไม่หยุด หลังจากนั้นตนจึงเปิดประตูรถแล้วคลานไปหมอบที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทางที่รถชน และตะโกน อีกครั้ง เพื่อให้ทหารพรานทราบว่า เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่ายิงๆ แต่ถูกทหารพรานใช้อาวุธปืนยิงซ้ำเข้ามาอีก จนตนต้องคลานเข้าใกล้ทหารในรัศมีประมาณ 10 เมตร เพื่อแสดงบัตรว่าเป็นเจ้าหน้าที่อีกครั้ง แต่ทหารก็ไม่หยุดยิง

ส.ต.ท.วัชระ กล่าวอีกว่า ถึงตอนนี้ ตนคิดว่าน่าถ้ายังอยู่ตรงนี้คงตายแน่ จึงได้วิ่งไปที่ร้านน้ำชาของชาวบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมตะโกนบอกชาวบ้านว่าผมเป็นตำรวจ เป็นเจ้าหน้าที่ครับช่วยผมด้วย แต่พบชาวบ้านหลายคนในร้านน้ำชา ก็ได้พากันหมอบอยู่เช่นกัน เวลาผ่านไป 5 นาที รถเกราะของทหารได้วิ่งเข้ามาตนจึงไปขอความช่วยเหลือรถเกราะ พร้อมแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ เพื่อให้ทหารได้หยุดยิง จากนั้นตนจึงวิ่งไปเรียก อส.ที่นั่งกระบะหลังและกำลังไปที่หน้ารถเพื่อไปช่วยพี่ตำรวจที่ถูกยิงฝั่งคนขับ แล้วทหารพรานได้เข้ามายึดอาวุธปืนของตนและของผู้เสียชีวิตไป พร้อมสั่งให้ตนหมอบลงกับพื้นถนนและได้เข้ามาเตะเข้าที่ใบหน้าหลายที ทั้งๆ ที่ได้แสดงบัตรที่คล้องไว้ที่คอว่าผมเป็นตำรวจครับ กำลังไล่ติดตามคนร้าย เป็นรถ 2 คันที่อยู่ข้างหน้าที่กระแทกรถผม ผมมีผู้ต้องหาที่อยู่ในรถด้วยอีก 1 คน ถึงจะพยายามบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่หลายครั้ง แต่ทหารไม่ฟัง จนชาวบ้านที่อยู่ในร้านน้ำชา ต้องเข้ามาช่วยห้ามไว้

ส.ต.ท.วัชระ ยังบอกอีกว่า ผู้ต้องหาที่ตนควบคุมตัวไว้ในรถก็ยังถูกเจ้าหน้าที่ทหารเตะ ทั้งที่ยังใส่กุญแจมือคล้องไว้ที่ข้อมือ จนมีชาวบ้านพากันมาห้ามไว้ ต่อมาทางผู้บังคับบัญชาและเพื่อนตำรวจตามมาทัน และช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล ตนจึงบอกไปว่าทหารเอาปืนไป ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาได้เจรจาขออาวุธปืนคืนมา และผวจ.นราธิวาส ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังตำรวจถูกทหารซ้อม และอส.ตาย 1 นาย

ด้านนายสิทธิชัย ศักดา ผวจ.นราธิวาส ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ว่า ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ พร้อมแจ้งว่าเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดคิดว่ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ พร้อมแจ้งว่าเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นกลุ่มคนร้าย จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับจังหวัดขึ้นให้นายสุรพร พร้อมมูล รองผวจ.นราธิวาส เป็นหัวหน้าและแต่งตั้งนายสมหวัง เรื่องเพ็ง ปลัดจังหวัดนราธิวาส เป็นเลขาฯโดยมีตัวแทนฝ่ายทหารชุดเฉพาะกิจนราธิวาส กองบังคับการตำรวจภูธร และตัวแทนฝ่ายปกครอง เป็นคณะกรรมการ เพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย.


ที่มา – ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/879541
เครดิตข่าว - สายัณห์ สุขจันทร์

Tuesday, March 7, 2017

ถอนฟ้อง 3 นักสิทธิฯ เผยแพร่รายงานการทรมานภาคใต้

กอ.รมน.ภาค4 ถอนฟ้อง 3 นักสิทธิมนุษยชน หลังเผยแพร่รายงานการละเมิดสิทธิในพื้นที่ชายแดนใต้
 
7 มีนาคม 2560 เวลา 13:23 น.




จากกรณี 3 นักสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วยนายนายสมชาย หอมลออ ,น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และน.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาทและกระทำผิดทางพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า เข้าร้องทุกข์หลังผู้ต้องหากรณีเผยแพร่รายงานสถานการณ์การทรมานภาคใต้


อย่างไรก็ดีวันนี้(7มี.ค.60)พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงผลการพูดคุยร่วมกับนักสิทธิมนุษยชนที่จัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานฯภาคใต้ ระบุไม่ขอติดใจเอาความและขอถอนแจ้งความการดำเนินคดี ณ สภ.เมืองปัตตานีจากนี้เป็นต้นไป เนื่องจากไม่มีเจตนาต้องการชนะคดีหรือให้นักสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรก และเห็นพ้องว่า จากนี้ไปการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้จะมีการทำร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยจะตั้งคณะกรรมการกลตรวจสอบข้อเท็จจรองร่วมกัน ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดตั้งกลไกที่เหมาะสม ป้องกันการละเมิดสิทธิ และมาตรการแก้ไข ออกระเบียบในการควมคุทตัวในห้องขัง ซึ้วจะต้องมีการหารืแร่วมกันอีกต่อไป


และต่อจากนี้การทำรายงานด้านสิทํธิต้องผ่านการเห็นชอบตามกลไกต่างๆ เพื่อให้การรายงานเป็นไปอย่างถูกต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น และเพื่อเป็นการปรองดอง สมานฉันท์ ในอนาคต ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยินดีจะทำงาร่วมกับองค์กรภาคเอกชน และประชาสังคมทั้งในและต่่างประเทศ ให้ร่วมกันตรวจสอบความจริงและกำหนดแนวางที่เหมาะสมต่อไป


ซึ่งนายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาและอดีตประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ขอบคุณ กอ.รมน.ภาค 4.สน. ที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน รายงานที่เกิดขึ้นรายงานก็ระบุชัดเจนว่าเป็นเพียงข้อมูลจากผู้ร้องเรียนซึ่วจะต้องตรวจสอบต่อไป ไม่ประสงค์ให้บุคคลใด ใช้อ้างอิงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะต้องมีการตรวจสอบอีก แต่กรณี 54 เคสที่ระบุในรายงานฯ หวังว่าราชการจะไม่นิ่งดูดาย และร่วมกันตรวจสอบให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คนทำผิดต้องรับโทษทางกฎหมาย ส่วนผู้ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยา


ขณะที่นางสาวอัญชนา หีมมิหม๊ะ ผู้นำกลุ่มด้วยใจ หนึ่งในผู้ถูกฟ้องร้อง กล่าวกับวอยซ์ทีวีว่า รู้สึกดีใจและขอบคุณทางกอ.รมน. และผู้ที่เกี่ยวข้องในการจตัดสินใจถอนฟ้องครั้งนี้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะทำงานเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในพื้นที่ต่อไป แต่จะปรับการทำงานให้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนมากขึ้น เพื่อให้รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่มีความสมดุล และทำให้รายงานสถานการณ์สิทธินุษยชนจากพื้นที่ชายแดนใต้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงไม่ใช่เป็นเพียงการรายงานเท่านั้น


ลำดับเหตุการณ์คดีสามนักสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องร้อง

10 กุมภาพันธ์ 2559 มีการออกรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2557-2558 ณ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต

3 พฤษภาคม 2559 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงมอบอำนาจให้กองอำนาจการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายสมชาย หอมลออ, น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ, นางสาวอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ในข้อหา “ในความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550”

11 พฤษภาคม 2559 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 4 ส่วนหน้า โดย พันโทเศรษฐสิทธิ์ แก้วคูเมือง ได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ให้ดำเนินการกับ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ในความผิดฐาน “ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550”

13-15 มิถุนายน 2559 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ได้ส่งหมายเรียกถึงนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามตามถิ่นที่อยู่ ขอให้ไปแสดงตนต่อพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทางอาญา

26 กรกฎาคม 2559 พันตำรวจโท วิญญู เทียมราช รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองปัตตานี พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามทราบ ในความผิดฐาน “ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550” นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและขอให้การเพิ่มเติมในภายหลัง

27 พฤศจิกายน 2559 นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้การเพิ่มเติมในประเด็นที่ได้ให้การปฏิเสธไว้แล้ว และขอให้พนักงานสอบสวนสอบพยานฝ่ายตนเพิ่มเติมจำนวนหนึ่งโดยได้ยื่นหนังสือไว้ พนักงานสอบสวนอนุญาต

12 มกราคม 2560 ทนายความของนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามได้พาพยานจำนวน 3 คน เข้าให้การกับพนักงานสอบสวน และ เนื่องจากมีพยานอื่นอีกหลายคนที่ได้ขอให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มจึงได้ขอให้พนักงานสอบสวนสอบพยานฝ่ายผู้ต้องหาเเพิ่ม พนักงานสอบสวนอนุญาตด้วยวาจา

2 กุมภาพันธ์ 2560 ทนายความของสามนักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ได้รับหนังสือจาก พันตำรวจเอกสาธิต กาญจนาภูวดล ผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานีว่า ตามที่ทนายความได้ขอให้พนักงานสอบสวนสอบพยานเพิ่มเติมนั้น ได้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชาแล้วไม่สามารถอนุญาตได้ขอให้ทนายความนำนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามเข้าพบเพื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 แต่ในวันดังกล่าวผู้ต้องหาติดภารกิจ ทนายความและพนักงานสอบสวนจึงกำหนดวันเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี เพื่อส่งตัวสามนักสิทธิให้พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ในวันที่ เวลา 13.00 นาฬิกา ของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560

7 มีนาคม 2560 กอ.รมน.ภาค4 ถอนฟ้อง 3 นักสิทธิมนุษยชน ระบุว่าไม่ขอติดใจเอาความและขอถอนแจ้งความการดำเนินคดี เนื่องจากไม่มีเจตนาต้องการชนะคดีหรือให้นักสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดี


ที่มา -
1. กอ.รมน.ภาค4 ถอนฟ้อง 3 นักสิทธิมนุษยชน หลังเผยแพร่รายงานการละเมิดสิทธิในพื้นที่ชายแดนใต้
http://news.voicetv.co.th/thailand/468132.html
2. วีดีโอ - ข่าว3มิติ กอ.รมน.ภาค 4 ถอนฟ้องหมิ่นฯ 3 นักสิทธิมนุษยชน
https://www.youtube.com/watch?v=nTsiJgeQ3fA

“ปทท.ไทย อีก 3 เดือนเราเจอกัน” ทหารยิวโพสต์ในอินสตาแกรม

  ทหารอิสราเอลโพสต์รูปเซลฟี่ในอินสตาแกรม ที่ถ่ายหน้าบ้านของเศรษฐีในกาซ่าที่พวกมันจุดไฟเผา ในพื้นที่มูซาเบะฮ์ ตอนเหนือของราฟะฮ์ พร้อมแคปชั่น ...